ทั้งนี้ ทุกวันที่ 12 สิงหาคม เป็น “วันแม่แห่งชาติ” ที่ประเทศไทยใช้วันนี้เป็นวาระสำคัญในการระลึกถึง “พระคุณของแม่” และเป็นวันที่ลูก ๆ ใช้โอกาสนี้แสดงออกถึงความรักที่มีต่อคุณแม่ ผ่านคำขอบคุณและดอกมะลิ หรือของขวัญแทนใจ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบริบทสังคมที่เด็กเกิดน้อยลง ค่าครองชีพสูงขึ้น และคนรุ่นใหม่ ๆ ลังเลกับการมีบุตรนั้น คำถามเรื่อง “แม่” ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงความกตัญญูหรือความซาบซึ้ง แต่ควรขยายไปสู่คำถามที่ตรงไปตรงมากว่านั้นว่า…

เป็นแม่ในวันนี้ “ต้องจ่ายด้วยอะไรบ้าง?”

อะไรคือต้นทุน” ที่คุณแม่ทุกคนแบกรับ

ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากชวนคิดเรื่องนี้

จากคำถามข้างต้นในเรื่องนี้ เกี่ยวกับ “ต้นทุนคุณแม่” นั้น ถูกสะท้อนผ่านบทวิเคราะห์ชื่อ “ราคาของการมีลูกที่แม่ต้องจ่าย” โดย รีนา ต๊ะดี นักปฏิบัติการวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเผยแพร่ชุดข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อนี้อยู่ใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม ซึ่งมีการตั้งคำถามเรื่องนี้ไว้น่าสนใจโดยชี้ว่า… เมื่อพูดถึงการมีลูก สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือ “เงินที่คุณแม่ต้องใช้” ตั้งแต่ค่าฝากครรภ์ ของเตรียมคลอด ค่าคลอด ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเทอม ไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตามมาอีกยาวนาน แต่ตัวเลขค่าใช้จ่ายนี้ คิดเป็นจำนวนเงินที่ต้องใช้เท่าไหร่ กรณีนี้ก็อาจจะพิจารณาเบื้องต้นได้จาก “ตัวเลขมูลค่า” ที่สะท้อนไว้ในงานวิจัยเรื่อง “ต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรอายุ 0-14 ปีของครัวเรือนไทย” ซึ่งมีการประเมินไว้ว่า… การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอาจต้องใช้เงินเฉลี่ยราว 1.57 ล้านบาท

นี่เป็นตัวเลขคร่าว ๆ ในการเลี้ยงดูลูก ๆ

ที่คุณแม่จะต้องใช้จ่ายสำหรับลูก 1 คน

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ที่จ่ายจริงจะอยู่ที่ ประมาณปีละ 50,000 กว่าบาท หรือ เฉลี่ย 4,250 บาทต่อเดือน เพราะมีบางส่วนที่รัฐช่วยรับผิดชอบ แต่สำหรับหลาย ๆ ครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อย ซึ่งตัวเลขนี้ยังเป็นภาระที่หนักไม่น้อย และสำหรับในกลุ่มของครอบครัวชนชั้นกลางหรือฐานะดี ค่าใช้จ่ายนี้ก็มักเพิ่มสูงกว่านี้มาก ยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต ทั้งค่าใช้จ่ายปัจจัยพื้นฐาน ค่าเทอม และค่าทำกิจกรรมเสริมพิเศษอื่น ๆ ที่สำคัญ ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่ใช่ตัวเงิน อีกมากมายที่คุณแม่ต้องจ่าย โดย รีนา นักปฏิบัติการวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ได้ฉายภาพนี้ไว้ในบทความว่า… นอกจากค่าใช้จ่ายหลัก ๆ แล้ว ยังมีราคาที่มองไม่เห็นซึ่งมักไม่ถูกนับรวมอยู่ในบัญชีครัวเรือน ที่คุณแม่เกือบทุกคนต้องแบกรับจากการมีบุตร นั่นคือ “ราคาที่คุณแม่ต้องจ่ายด้วยร่างกาย” ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งร่างกายของแม่ต้องใช้พลังงานมากขึ้น โดยสารอาหารสำคัญอย่างธาตุเหล็ก โฟเลต และแคลเซียมจะถูกนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตของทารก ทำให้แม่เสี่ยงต่อความอ่อนเพลีย ภาวะขาดสารอาหาร ความดันโลหิตสูง และเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ตราบจนเมื่อถึงเวลาคลอด ไม่ว่าจะคลอดธรรมชาติหรือผ่าคลอด ร่างกายแม่ก็ต้องเผชิญความเจ็บปวด การบาดเจ็บ และกระบวนการฟื้นฟูที่ยาวนานหลังคลอด รวมถึง “ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่สิ้นสุด” เพราะต้องให้นม ผลิตน้ำนม ปั๊มนม และเผชิญปัญหาอย่างท่อน้ำนมอุดตัน เต้านมอักเสบ หัวนมแตก รวมถึงความเสี่ยงจากการสูญเสียสารอาหารสำคัญ จนนำไปสู่ความอ่อนเพลีย โลหิตจาง หรือปัญหากระดูกในระยะยาว …เหล่านี้คือ “ราคาที่คุณแม่ต้องจ่าย” ที่ไม่ใช่ตัวเงิน

เพื่อการเลี้ยงดูลูกเพียงหนึ่งคนให้เติบโต

อีกต้นทุนหนึ่งที่มักถูกทำให้เป็นเรื่องปกติคือ “เวลาที่คุณแม่ต้องใช้ไป” กับการเลี้ยงดูลูก ๆ อาทิ ช่วง 10 เดือนแรกหลังคลอดลูก เช่น การให้นมหรือปั๊มนมในช่วงแรกเกิดที่อาจกินเวลาเฉลี่ยครั้งละ 40 นาที และบางครั้งต้องทำเช่นนี้มากกว่าวันละกว่า 8 ครั้ง ซึ่งรวม ๆ แล้วเป็นเวลามากกว่า 37 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่คุณแม่ต้องใช้ในการเลี้ยงดูลูกในช่วงแรกเกิด โดยยังไม่นับเวลาจับลูกเรอ อุ้มกล่อม เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำ เช็ดตัว และเฝ้าสังเกตความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนั้น “งานเลี้ยงลูกแรกเกิด” จึงไม่ใช่งานเสริมหลังเลิกงาน แต่เป็นงานเต็มเวลา ที่คุณแม่ต้องใช้แรงกาย แรงใจ และความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

การที่กล่าวถึงเรื่องของเวลานี้ ก็เพื่อสะท้อนให้เห็นความสำคัญของระบบลาคลอด เนื่องจากปัจจุบันยังพบข้อจำกัดเรื่องนี้ ทำให้คุณแม่บางคนต้องกลับไปทำงานเร็ว ทั้งที่ร่างกายและใจยังไม่พร้อม หรือบางคนต้องลาออกมาเป็นคุณแม่ฟูลไทม์เพื่อดูแลลูกอย่างเต็มที่” …เป็นอุปสรรคที่ชี้ให้เห็นถึง “ข้อจำกัดระบบลาคลอด” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

จนบีบให้คุณแม่ต้องรีบกลับเข้าทำงาน

ทั้ง ๆ ที่ร่างกายกับจิตใจนั้นยังไม่พร้อม

ในบทความยังได้อ้างถึงงานวิจัยอีกชิ้นไว้ด้วย คืองานวิจัยที่มีชื่อหัวข้อ “การปรับวิถีการทำงานของครอบครัวเมื่อมีบุตร” ที่พบว่า… คุณแม่ที่ลาออกจากงานต้องเผชิญผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ รายได้ที่หายไป อิสรภาพทางการเงินที่ลดลง และความยากลำบากในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อลูก ๆ โตขึ้น โดยถ้าหากกลับไปทำงานไม่ได้หรือไม่มีรายได้ทางอื่น กรณีนี้ยิ่งทำให้คุณแม่ “เสี่ยงต่อการขาดหลักประกันในวัยเกษียณ” และนอกจากนั้น คุณแม่ยังมีต้นทุนทางจิตใจ ที่มองไม่เห็น แต่หนักหน่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับ “กลุ่มคุณแม่มือใหม่” จำนวนมากที่จะอดทนอยู่กับคำถามซ้ำ ๆ เช่น น้ำนมพอหรือไม่ ลูกอิ่มไหม ลูกร้องเพราะอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้คือ “ความกังวลที่เกิดขึ้น” ที่มาพร้อมกับ “ภาวะอดนอนนอนน้อย” ของคุณแม่ จนทำให้ไม่มีเวลาฟื้นฟูตัวเอง …นี่เป็นต้นทุนทางจิตใจที่คุณแม่ต้องแบกรับ

นอกจากต้นทุนทางจิตใจ ที่เกิดจากความกังวล และภาวะร่างกายทรุดโทรมจากการไม่มีเวลาฟื้นฟูตัวเองแล้ว หลาย งานวิจัยยังพบว่า… คุณแม่ต้องรับแรงกดดันจากครอบครัว สามี และสายตาสังคม อีกด้วย อาทิ แม่กลับไปทำงานอาจรู้สึกผิดที่ต้องฝากคนอื่นเลี้ยงลูก ส่วนแม่ฟูลไทม์ก็อาจถูกมองว่าอยู่บ้านสบาย ทั้งที่ต้องแบกรับภาระงานดูแลที่ไม่มีวันหยุด และบางครั้งยังขาดอำนาจต่อรองในครอบครัวเพราะไม่มีรายได้ของตนเอง ดังนั้นทาง รีนา ผู้เขียนบทวิเคราะห์นี้จึงชี้ว่า… เมื่อมองเช่นนี้ “ราคาของการมีลูก” จึงไม่ใช่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจ ร่างกาย เวลา โอกาส และสุขภาพใจของ “คุณแม่และครอบครัว” ซึ่งต้นทุนเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ลังเลหรือไม่พร้อมมีลูก ซึ่งหากสังคมไทยอยากเห็นการเกิดที่มีคุณภาพ คำตอบจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การชวนให้คนมีลูก แต่ต้องทำให้การมีลูกไม่เป็นภาระคุณแม่

ด้วยการ “มีระบบช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของแม่”

แต่จะช่วยได้นั้นทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกัน

บอกรักแม่” ด้วยการลดภาระที่แม่ต้องแบกรับ.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์