ทั้งนี้ เกี่ยวกับสถานการณ์ “คนไทยป่วยไวขึ้น” โดยไม่ต้องรอให้ถึงวัยชรา คนไทยอายุน้อย ๆ ก็เริ่มป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้ มีการสะท้อนถึงปัญหาเรื่องนี้โดย ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่ได้ฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์นี้
ผ่านรายงานผลสำรวจสุขภาพคนไทย
ที่พบ “คนไทยยุคใหม่เจ็บป่วยไวขึ้น!!”
สำหรับสถานการณ์เรื่องนี้ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำชุดข้อมูลมาสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ เผยแพร่อยู่ใน “เฟซบุ๊ก CMGrama” ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568 ที่จัดทำโดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยผลสำรวจดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงชุดตัวเลขทางสถิติ แต่เปรียบเสมือน “ภาพถ่ายสุขภาพของประเทศไทย” ที่สะท้อนว่า… คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางสุขภาพหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดลง ภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้น โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ขยายตัว ตลอดจนพฤติกรรมใหม่อย่างบุหรี่ไฟฟ้าและการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยทำให้ “คนไทยป่วยเร็วขึ้น”

เกี่ยวกับผลสำรวจดังกล่าว ดำเนินการโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่าง ๆ โดยได้ทำการสำรวจในประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปจาก 20 จังหวัด รวมถึงในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งผลสำรวจพบว่า… คนไทยขยับตัวน้อยลง แต่อ้วนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งทำให้ คนไทยที่ยังอายุน้อยเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังเร็วขึ้น ซึ่งเป็นผลจาก “การใช้ชีวิตประจำวัน” ของคนยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางในชีวิตประจำวัน การนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือการพักผ่อนด้วยการไถหน้าจอสมาร์ทโฟนต่อเนื่องหลายชั่วโมง จนส่งผลทำให้ คนไทยมีกิจกรรมทางกายลดลง โดยเฉพาะใน “กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน”
แหล่งข้อมูลดังกล่าวได้สะท้อนว่า… การใช้ชีวิตเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ “คนรุ่นใหม่” คือวัยรุ่นและวัยทำงาน กลายเป็น “กลุ่มที่ขาดกิจกรรมทางกาย” ทั้งที่เป็นช่วงวัยที่ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากที่สุด โดยผลที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับ “แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของภาวะอ้วน” ในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 29 ปี ซึ่งมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.2 เป็นร้อยละ 45.0 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร ขณะที่ภาวะอ้วนลงพุง ก็มีตัวเลขเพิ่มเช่นกัน คือจากร้อยละ 39.4 เป็นร้อยละ 44.7 โดยสถิตินี้ชี้ว่า… “โรคอ้วนและความผิดปกติระบบเผาผลาญ” ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะวัยกลางคน หรือผู้สูงอายุเท่านั้น…
แต่กำลังเริ่มต้นเร็วขึ้นตั้งแต่วัยหนุ่มสาว!
ทั้งที่เป็นวัยที่ร่างกายควรจะแข็งแรงที่สุด
ส่วน “โรคสำคัญ” ที่มีแนวโน้มพบเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงานนั้น คือ เบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นภัยเงียบที่เพิ่มขึ้น แต่หลาย ๆ คนยังไม่รู้ตัว โดยผลสำรวจพบความชุกของโรคเบาหวานในประชากรไทยกลุ่มนี้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.5 เป็นร้อยละ 10.6 โดยถึงแม้สัดส่วนผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานแต่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจะลดลง แต่ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 45 ปี กลับพบผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นเบาหวานมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 55.7 และที่น่าตกใจคือ ประชากรกว่าร้อยละ 70.7 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่เคยทราบมาก่อนว่าป่วยเป็นเบาหวาน ซึ่งสะท้อนถึง “ช่องว่างของระบบคัดกรองสุขภาพ” จากการที่คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยอาจดูแข็งแรง ไม่มีอาการผิดปกติ และไม่คิดว่าตนเองมีความเสี่ยง จึงไม่ได้เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีจนกว่าโรคจะดำเนินไปแล้ว …เป็น “ช่องโหว่ทางสุขภาพ” ที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลนี้ได้มีการชี้ให้เห็น
นอกจากเบาหวานแล้ว สถานการณ์ของ “โรคความดันโลหิตสูงก็น่ากังวล” ไม่แพ้กัน เนื่องจากพบความชุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25.4 เป็นร้อยละ 29.5 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงร้อยละ 47.8 ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน และมีเพียงร้อยละ 23.8 ที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ตามเกณฑ์ โดยเรื่องนี้ฉายภาพว่า… คนไทยจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว หรือแม้รู้ตัวและได้รับการรักษาแล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการปล่อยให้โรคเหล่านี้ก่อตัวเงียบ ๆ อย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงแต่เบาหวานและความดันโลหิตสูงที่เป็นภัยเงียบ ผลสำรวจยังพบสถานการณ์สำคัญจาก “พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน” ของคนยุคนี้ ที่สุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น อาทิ การบริโภคโซเดียมสูงเกินเกณฑ์คำแนะนำ จากการสั่งอาหารบนแอปพลิเคชัน ที่เสี่ยงต่อการบริโภคโซเดียมที่ซ่อนเร้น หลังพบค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมต่อวันของคนไทยสูงกว่าเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก โดยพบตัวเลขที่ 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่แนะนำให้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดย “กลุ่มอายุ 15–44ปี” เป็นกลุ่มที่บริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุด ซึ่งโซเดียมเหล่านี้มักซ่อนอยู่ในน้ำปลา ซอสปรุงรส หรืออาหารแปรรูปที่เรากินทุกวัน เหล่านี้เป็นข้อมูลโดยสังเขปที่ทางศูนย์จีโนมทางการแพทย์ วิเคราะห์และสะท้อนไว้ เพื่อชี้ว่า… “คนรุ่นใหม่กลายเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังการเจ็บป่วยมากที่สุด” โดยภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า… วัยหนุ่มสาวไม่ควรถูกมองว่าเป็นวัยที่สุขภาพแข็งแรงและไม่จำเป็นต้องได้รับการคัดกรองอีกต่อไป เพราะปัจจัยเสี่ยงจำนวนมากเริ่มสะสมตั้งแต่อายุยังน้อย และอาจพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังในวัยทำงานเร็วกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนรับมือปัญหานี้
ไม่ให้เกิดเป็น “ผลกระทบสุขภาพระยะยาว”
“ทางศูนย์ฯ พยายามค้นหาวิธีรับมือกับวิกฤติสุขภาพนี้ โดยกำลังเร่งพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า… Lifestyle Genomicsหรือพันธุศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อตรวจสอบดูความแปรผันทางพันธุกรรม โดยเน้นไปที่กลุ่มยีนซึ่งควบคุมระบบเผาผลาญอาหาร การดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุ ความไวต่อรสชาติอาหาร การตอบสนองของร่างกายต่อการออกกำลังกายแต่ละประเภท เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง ด้วยการเปลี่ยนจากการให้คำแนะนำกว้าง ๆ ไปสู่การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล”…เป็นแนวทางเพื่อ “รับมือวิกฤติสุขภาพ” ในคนไทยรุ่นใหม่ ๆ
ที่มีตัวเลขบ่งชี้ “คนอายุน้อยป่วยโรคเรื้อรังไวขึ้น”
“ยิ่งป่วยง่าย–ตายช้า”… นี่ก็จะยิ่งเป็นปัญหาแน่ ๆ.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



