ทั้งนี้ เกี่ยวกับการแจ้งเตือนให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับมือกับ “ภาวะสังคมสูงอายุ” ที่มีการเตือนเรื่องนี้มาตลอดกว่า 30 ปี หรือ 3 ทศวรรษแล้ว จนทำให้หลายคนคุ้นชินกับคำนี้ ส่งผลให้มองข้ามและละเลยปัญหาดังกล่าว ซึ่งยิ่งทำให้ไทยสุ่มเสี่ยงต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายใหม่ ๆ หลายเรื่องหลังจากก้าวเข้าสู่ “ยุคสังคมอายุยืน” จากการที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น…

ที่เรื่องนี้ต้องถือเป็นความท้าทายใหญ่ของไทย

ในการคิดหาแผนหรือมาตรการรับมือปัญหา

ยิ่งออกสตาร์ทช้ายิ่งมีแผนไม่ชัดเจน” ยิ่งไม่ดี

ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ / จิราภรณ์ แผลงประพันธ์

ทั้งนี้ ในแง่ตัวเลขที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับ “ปัญหาสังคมสูงวัย” และ “ภาวะคนไทยอายุยืนขึ้น” นั้น มีสถิติและชุดข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ได้มีการสำรวจเกี่ยวกับ “ภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนไทย” ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี หรือในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาก็จะพบความจริงน่าตกใจในเชิงประชากรศาสตร์ และยังเป็น “สัญญาณฉุกเฉิน” ที่เตือนประเทศไทยว่า… กำลังเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ทั้งในส่วนภาครัฐและระดับบุคคล ที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือเร่งด่วน ก่อนที่โครงสร้างประชากรประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านและก้าวสู่ภาวะ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super-Aged Society ในอีกไม่กี่ปีนับจากนี้ หรือในอนาคตอันใกล้นี้ โดยถ้าไทยยังมีแผนรองรับ หรือแผนรองรับยังมีความไม่ชัดเจนมากพอ…

กรณีนี้สุ่มเสี่ยงจะทำให้สังคมไทยเกิดปัญหา

จากการที่มี “ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นจนล้น”

นอกจากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติแล้ว จากฐานข้อมูลการศึกษาเชิงลึกของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เคยมีการเปรียบเทียบข้อมูลตั้งแต่ปี 2537, 2547, 2557 จนถึงปี 2567 โดยข้อมูลของทีดีอาร์ไอได้ฉายภาพการเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้ว่า… ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงคือ “โครงสร้างชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ” โดยอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นของประชากรวัยเกษียณกำลังสวนทางกับรูปแบบการอยู่อาศัยของคนไทยกลุ่มนี้ ที่เปลี่ยนจากการพักอาศัยร่วมกับลูกหลานไปสู่ “การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญ หรือ “ใช้ชีวิตอยู่กับคู่ตามลำพัง” โดยไร้ลูกหลานหรือคนดูแล…

ที่สภาพความเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ที่เกิดขึ้นนี้

สะท้อนว่า “นโยบายด้านประชากรไทยในอนาคต”

ต้องมุ่งเน้นให้ “ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด”

และเนื่องจากใกล้จะถึง “วันประชากรโลก” ที่ทางสหประชาชาติได้กำหนดให้ วันที่ 11 ..ของทุกปี เป็นวันประชากรโลก เพื่อให้ทั่วโลกตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญและปัญหาต่าง ๆ ของประชากร เพื่อให้ร่วมกันวางแผนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับประชากรทั่วโลก ซึ่งไทยเองก็ต้องสนใจเช่นกันเพราะกำลังเผชิญกับ “วิกฤติโครงสร้างประชากรขั้นรุนแรง” ทั้งวิกฤติเด็กเกิดน้อย รวมถึงการที่ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด” จากการที่มีอัตราประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วมากกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อไทยในหลายมิติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจากการที่ “ไทยมีผู้อายุยืนเพิ่มมากขึ้น” ซึ่งเรื่องนี้ได้มีนักวิชาการของทีดีอาร์ไอให้ความสนใจ และได้ทำการศึกษาติดตามเรื่องนี้ โดยได้วิเคราะห์ภาพรวมของสถานการณ์เรื่องนี้ไว้ผ่านรายงานของ TDRI

สำหรับรายงานดังกล่าวเป็นของ .ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และ จิราภรณ์ แผลงประพันธ์ นักวิจัยของ TDRI ที่เผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ซึ่งมีชื่อบทความว่า… เกษียณในโลกใบใหม่ : เมื่อความแก่ตัวมาพร้อมความโดดเดี่ยวและต้นทุนที่สูงขึ้น” ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ โดยในรายงานนี้ชี้ว่า… จากตัวเลขสถิติเมื่อ 30 ปีก่อน คือในปี 2537 ไทยมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุอยู่ที่ 5 ล้านคน แต่เมื่อปี 2567 ตัวเลขดังกล่าวทะยานสูงขึ้นเป็น 16.8 ล้านคน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 3.3 เท่าภายในช่วงชีวิตคนรุ่นเดียว ทำให้ตอนนี้ สัดส่วนประชากรไทยเกือบ 1 ใน 4 คือผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว

จากตัวเลขผู้สูงอายุที่ทะลุอย่างก้าวกระโดดดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณรวมของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ โครงสร้างภายใน” ของกลุ่มผู้สูงวัยเองนั้นกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยประชากรกลุ่มที่เติบโตและขยายตัวด้วยอัตราเร่งที่เร็วที่สุดในบรรดาทุกช่วงอายุ คือ “ผู้สูงอายุตอนปลาย” หรือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป ที่เพิ่มจำนวนขึ้นจากเดิมที่มีเพียงแค่ 4.3 แสนคนในปี 2537 ทะลุเป็นเกือบ 2 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งจำนวนผู้สูงอายุตอนปลายที่เพิ่มขึ้นนี้ นักวิชาการ TDRI คือ .ดร.วรวรรณ และ จิราภรณ์ ซึ่งจัดทำรายงานชิ้นนี้สะท้อนว่า… วันนี้ไทยไม่ได้เพียงแค่มีประชากรที่แก่ตัวลงเท่านั้น แต่กำลังมีประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ความยืนยาวของอายุขัยนี้กลายมาเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาตั้งคำถามกับระบบสวัสดิการและครอบครัวไทยว่าจะสามารถรองรับความเปราะบางนี้ได้นานแค่ไหน เมื่อผู้สูงอายุวัยปลายสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ทำให้การขยายตัวของประชากรกลุ่มนี้จึงเป็นเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กำลังนับถอยหลังรอวันปะทุ โดยเฉพาะถ้าหากไม่มีมาตรการรองรับที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ” …เป็นคำเตือนที่นักวิชาการระบุไว้

ที่สำคัญสิ่งที่น่าเป็นกังวลที่สุด นอกจาก “จำนวนผู้มีอายุยืนเพิ่มขึ้น” แล้ว นักวิชาการ TDRI ยังสะท้อนไว้ในรายงานว่า… คือปัญหาเกี่ยวกับ “รูปแบบการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป” โดยพบว่า… ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ของครอบครัวไทยกำลังถูกตัดขาดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่แบบโดดเดี่ยว และอยู่ห่างจากการดูแลของสมาชิกครอบครัวรุ่นถัดไป ซึ่งผลการสำรวจพบว่า… ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 2.2 ล้านคน จากเดิมในอดีตมีตัวเลขเพียงแค่ 2.5 แสนคน จนนำมาสู่คำถามสำคัญ “ผู้สูงอายุที่อายุขัยยืนยาว” เหล่านี้ จะใช้ชีวิตอย่างไรถ้าหากไร้ลูกหลานดูแล?

ที่สถานการณ์นี้ได้กลายเป็น “ปุจฉาข้อใหญ่”

จะทำเช่นไรไม่ให้อายุที่ยืนยาวขึ้นเป็นฝันร้าย

นี่เป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมหาคำตอบเรื่องนี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์