เกี่ยวกับกรณีปัญหาดังกล่าว กับ “ปัญหาโรงพยาบาลรัฐขาดทุน” เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ หลังพบว่า… ในช่วงหลายปีมีโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งกำลังเผชิญ “ตัวเลขติดลบสะสมสูง” จากวิกฤติทางการเงิน ซึ่งถ้าไม่เร่งหาแนวทางเพื่อรับมือปัญหา…
อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงทางระบบสุขภาพ
จะกระทบกับการให้บริการกับผู้คนจำนวนมาก
สำหรับประเด็นเรื่องนี้ได้รับการหยิบยกมาเป็นหัวข้อในการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหา “ทางออก” โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้จัดเวทีเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยจาก คณะนักวิจัยมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP)ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยปัญหานี้ ผ่านรายงานหัวข้อ “โครงการวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนทางการเงินของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย” เพื่อปิดช่องว่างปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในเรื่องนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัตินำไปใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหา “การขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาล” และเพื่อฉายภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของเรื่องนี้
ทั้งนี้ ทางคณะวิจัยได้อ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จัดทำโดย กองเศรษฐกิจและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อฉายภาพสถานการณ์นี้ โดยมีข้อมูลพบว่า… สถานการณ์เงินบำรุงในภาพรวมของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งลดลงจนน่าตกใจ โดยหากเปรียบเทียบตัวเลขเงินบำรุง ไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2566 กับปี 2569 พบว่า… มีเงินบำรุงลดลงไปกว่า 61,433 ล้านบาท ที่สำคัญไม่เพียงตัวเลขเงินบำรุงนี้จะลดลง แต่ผลสำรวจสถานะทางการเงินเมื่อเดือน พ.ค. 2569 ก็ยิ่งสะท้อนว่า… จากโรงพยาบาลรัฐสังกัด สธ.จำนวน 902 แห่งทั่วประเทศ มีโรงพยาบาลที่ประสบภาวะวิกฤติการเงินรุนแรงระดับที่ 6 และระดับที่ 7 สูงถึงจำนวน 62 แห่ง โดยเมื่อนำตัวเลขไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในเดือนเดียวกันของปีงบประมาณ 2568 ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่มีภาวะวิกฤติการเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ปี 2568 มีโรงพยาบาลที่เกิดปัญหาอยู่เพียง 34 แห่งเท่านั้น…
นี่เป็นตัวเลขที่คณะวิจัยได้มีการระบุไว้
เพื่อฉายภาพสถานการณ์ปัญหาเรื่องนี้
จากสถิติที่ระบุข้างต้นสะท้อนว่า… ภายในระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียวกลับมี รพ.ของรัฐ ที่ประสบปัญหาวิกฤติทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า… วิกฤติดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงที่ผ่านมาสังคมและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะพยายามวิเคราะห์และสะท้อนสาเหตุอย่างหลากหลาย แต่กลับยังไม่มีการศึกษาหรือสรุปภาพรวมที่เป็นระบบ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนพอจะระบุถึง “ต้นตอปัญหาได้จริง” ด้วยเหตุนี้ทำให้ สวรส. จึงเข้ามาสนับสนุนทุนวิจัยให้คณะนักวิจัยชุดนี้เพื่อดำเนินโครงการวิจัยดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อปิดช่องว่างของข้อมูลและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องให้ตรงจุดยิ่งขึ้น …นี่เป็นที่มาของโครงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหานี้ ซึ่งมีการระบุไว้

ทางด้าน ดร.พญ.จารวี สุขมณี หนึ่งในคณะนักวิจัยของ HITAP ที่ร่วมทำโครงการวิจัยนี้ ได้เปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาเบื้องต้นที่พบว่า… การศึกษานี้จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน เพื่อให้ครอบคลุมมิติต้นเหตุและแนวทางแก้ไข โดยส่วนแรก จะมุ่งเน้นที่การค้นหาสาเหตุการขาดดุลทางการเงินของโรงพยาบาลของรัฐ และส่วนที่สอง มุ่งเน้นพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดสรรงบประมาณผู้ป่วยใน (IP) ในระบบบัตรทองให้ยั่งยืน ซึ่งทางคณะวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินย้อนหลัง 10 ปี คือตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2568 โดยศึกษาครอบคลุมทั้งข้อมูลรายได้รวม ค่าใช้จ่ายรวม รายได้สุทธิ และเงินบำรุงคงเหลือหลังหักหนี้ของโรงพยาบาล โดยพบผลการศึกษาที่น่าสนใจในหลากหลายประเด็น อาทิ ในช่วงปี 2559 ถึงปี 2565 ภาพรวมโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ยังมีรายได้มากกว่ารายจ่าย แต่ตั้งแต่ช่วงปี 2566 จนถึงปี 2568 พบโรงพยาบาลรัฐหลาย ๆ แห่งเริ่มมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ส่งผลให้รายได้สุทธิของโรงพยาบาลจำนวนหนึ่งตกอยู่ในภาวะขาดดุล
ขณะที่สิ่งที่น่ากังวลเพิ่มเติมก็คือ จำนวนโรงพยาบาลที่ขาดดุลเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมช่วงปี 2559 จนถึงปี 2563 เคยมีโรงพยาบาลที่ขาดดุลเฉลี่ยเพียง 300 ถึง 500 แห่ง และลดลงต่ำสุดจนเหลือไม่ถึง 100 แห่งในปี 2565 แต่พอเข้าสู่ปี 2566 จนถึงปี 2568 พบโรงพยาบาลรัฐที่ขาดดุลการเงินพุ่งสูงเพิ่มขึ้นเป็น 750 แห่ง!! และเมื่อย้อนดูข้อมูล “เงินบำรุงสะสม” ของโรงพยาบาล ก็พบข้อมูลที่สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว โดยพบว่า… แม้ในปี 2565 ถึงปี 2566 เงินบำรุงที่โรงพยาบาลรัฐได้รับจะดูเหมือนเพิ่มขึ้น แต่พอย่างเข้าสู่ปี 2567 ต่อเนื่อถึงปี 2568 เงินบำรุงส่วนนี้กลับลดน้อยลงไป ทำให้ได้มีการคาดการณ์ว่า… ยในปี 2569 หรือปีนี้อาจจะมีโรงพยาบาลรัฐในสังกัดมากถึง 600 แห่ง ที่เกิดสภาวะ “ติดลบเงินบำรุง” …ดร.พญ.จารวี สุขมณี หนึ่งในคณะนักวิจัยของ HITAP เปิดเผยผลศึกษาที่พบ พร้อมกับได้วิเคราะห์ และสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า…
“เมื่อเจาะลึกไปที่โครงสร้างรายได้รวมย้อนหลัง 3 ปี ก็พบว่า… รายได้หลักของโรงพยาบาลรัฐในปัจจุบันมาจากรายได้อื่น ๆ ถึงร้อยละ 60 ขณะที่รายได้จาก 3 กองทุนสุขภาพหลักของรัฐบาล ซึ่งควรจะเป็นเสาหลักกลับมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็นเพียงร้อยละ 40 ในขณะที่การกระจายตัวของงบประมาณก็พบว่า… สัดส่วนงบประมาณยังกระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลขนาดใหญ่เป็นหลัก และในขณะเดียวกันก็พบประเด็นที่น่าสนใจ นั่นก็คือ คลินิกเอกชนมีแนวโน้มที่จะได้รับงบสนับสนุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระบบ”
อย่างไรก็ดี จากวิกฤติข้างต้นที่พบ คณะวิจัยจึงพยายามค้นหาทางออกเพื่อแก้ปัญหานี้ ผ่านการจัดทำ “ข้อเสนอแนะ” เกี่ยวกับ รูปแบบการจัดสรรงบประมาณผู้ป่วยในแบบใหม่ ภายใต้ โมเดลยุทธศาสตร์ CARE Model ที่มีหลักการสำคัญในการปฏิรูประบบการกระจายเม็ดเงินให้เกิดความสมดุล โดยในโมเดลดังกล่าวจะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่… ส่วนแรกคือ ปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณผู้ป่วยใน จากเดิมที่เป็นก้อนเดียวในระดับประเทศ เป็นการจัดสรรตรงให้เขตสุขภาพตรงทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ, ส่วนที่สองคือ นำดัชนีคุณภาพการให้บริการมาเป็นตัวปรับลดงบประมาณ โดยหากเขตสุขภาพใดมีปริมาณให้บริการสูง แต่เกณฑ์คุณภาพต่ำก็จะถูกปรับลดงบลง เพื่อกระตุ้นให้ทุกโรงพยาบาลมุ่งเน้นคุณภาพการรักษา และส่วนที่สาม ระบบราคาต่อหน่วยแบบถดถอย โดยถ้าเขตสุขภาพใดมีปริมาณบริการจริงสูงกว่าที่คาดการณ์ อัตราชดเชยต่อหน่วยจะลดลง เพื่อป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลให้บริการเกินจำเป็นแก่ผู้ป่วย เพื่อสร้างวินัยการเงินและควบคุมงบไม่ให้เกิดการรั่วไหลทางการคลัง และทั้งหมดนี้ก็เป็น “มุมสะท้อนผ่านงานวิจัย” ที่ได้มีการศึกษาวิเคราะห์โดย ทีมนักวิจัยมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เพื่อสะท้อนภาพ “ปัญหา รพ.รัฐ ติดลบการเงิน” ซึ่งกำลังเป็น “โจทย์ใหญ่ระบบสาธารณสุข”
ที่หากวิกฤตินี้เกิดลุกลามขยายวงไปเรื่อย ๆ
กรณีนี้ย่อมกระทบกับคนไทยจำนวนมากแน่.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



