ทั้งนี้ สำหรับชุดข้อมูลที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ เผยแพร่อยู่ใน “เฟซบุ๊กศูนย์สอบธรรมศาสตร์” ซึ่งได้มีการถอดรหัสเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ และนำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางอย่างเฟซบุ๊กเพื่อสะท้อนให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงปัญหาทุจริตในการสอบราชการ ที่ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยเวลานี้…
ที่เป็นเหมือนเนื้อร้ายที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคม
ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อระบบราชการของไทย
รวมถึงทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเสียโอกาส
สำหรับข้อมูลที่เผยแพร่ทาง เฟซบุ๊กศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ได้มีการสะท้อนไว้ว่า… เจตนารมณ์ในการเปิดโปงพฤติกรรมเหล่านี้ ก็เพื่อให้เป็นกรณีศึกษา และกระตุ้นให้สังคมเกิดการเฝ้าระวัง รวมถึงช่วยกันเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น โดยทางศูนย์สอบธรรมศาสตร์ระบุไว้ว่า… ถึงแม้ศูนย์สอบแห่งนี้จะไม่ได้เป็นศูนย์จัดสอบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หรือไม่ได้มีจำนวนครั้งในการจัดสอบมากที่สุด แต่ที่นี่กลับ “ตรวจพบทุจริตการสอบมากที่สุด” ของประเทศ ด้วยการมีระบบมาตรฐานกับมาตรการที่เข้มงวด ซึ่งหัวใจสำคัญของการตรวจเจอการทุจริตได้บ่อยครั้งนั้น เป็นผลมาจากทางศูนย์สอบได้มีการ “จัดทำรวบรวมแบล็กลิสต์” ซึ่งเป็นรายชื่อและเลขประจำตัวประชาชนเอาไว้ของบุคคลที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมการทุจริตการสอบ หรืออาจจะมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลในเครือข่ายในการทุจริตการสอบ…
ขณะที่ “เครือข่ายทุจริตการสอบ” นั้น ข้อมูลจากศูนย์สอบธรรมศาสตร์ระบุว่า… สามารถแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ คือกลุ่มแรก “โจรภายใน“ เป็นบุคคลที่แฝงตัวอยู่ในคณะผู้บริหารหรือคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกการออกข้อสอบ การคัดเลือกข้อสอบ การตรวจคะแนน ตลอดจนการประกาศผล ส่วนกลุ่มที่สองคือ “โจรภายนอก“ ที่เป็นกลุ่มนายหน้า หรือขบวนการรับจ้างโกงสอบที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ แต่จะใช้วิธีการและเทคโนโลยีงในการส่งสัญญาณคำตอบ ซึ่งคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” ซึ่งกลุ่มนี้ ถ้าหากหน่วยงานจัดสอบมีมาตรการป้องกันที่ดีและไม่ประมาท ก็จะสามารถจับกุมได้ไม่ยากนัก…

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วการจัดสอบตามมาตรฐานนั้น ทางศูนย์สอบธรรมศาสตร์ระบุว่า… จะมีคณะทำงานที่แบ่งโครงสร้างหน้าที่ชัดเจนเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เริ่มจาก “กรรมการออกข้อสอบ” ซึ่งต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมักจะใช้บริการจากอาจารย์มหาวิทยาลั ยเนื่องจากมีต้นทุนทางสังคมสูง และมีบทลงโทษทางวินัยกำหนดไว้ชัดเจน ถัดมาคือ “กรรมการคัดเลือกข้อสอบ” ซึ่งจะเป็นคนละชุดกับผู้ออกข้อสอบ โดยในบางครั้งอาจจะต้องมีการเก็บตัวกรรมการแบบ 100% ร่วมกับ “กรรมการจัดพิมพ์ต้นฉบับ” เพื่อไม่ให้มีข้อสอบรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกได้…นี่เป็นกระบวนการในการจัดสอบ
นอกจากนั้น เมื่อถึงวันสอบจริงก็จะมี “กรรมการคุมสอบในห้องสอบ” ที่จะต้องผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี และห้ามมีความสัมพันธ์เครือญาติกับผู้เข้าสอบ รวมถึงห้ามนำอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด และปิดท้ายด้วย “กรรมการตรวจเฉลยข้อสอบ” ซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจทานความถูกต้องของคีย์คำตอบก่อนเข้าสู่ระบบตรวจ ในขณะที่ “กระบวนการหลังสอบ” นั้น ตามมาตรฐานแล้วปกติจะต้องทำการตรวจกระดาษคำตอบทันทีหลังเสร็จสิ้นการสอบ เพื่อ โดยมีตัวแทนคณะกรรมการร่วมเป็นพยานรับรู้และประทับตราผลคะแนนลงบนระบบไว้ เพื่อป้องกันปัญหารายชื่อกระโดด…
นอกจากนี้ทางศูนย์สอบธรรมศาสตร์ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่ม “โจรภายนอก” โดยระบุว่า… กลุ่มนี้จะมีวิธีทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมักจะเริ่มจากการ ส่งนายหน้าเข้าไปติดต่อครอบครัวของผู้สมัครสอบ ที่กำลังดิ้นรนหางาน ซึ่งจากข้อมูลพบว่า… คนที่ยอมจ่ายเงินให้กับขบวนการโกงสอบเหล่านี้ มักจะเป็นพ่อแม่และผู้ปกครองของผู้สมัครสอบ โดยบางคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินพื้อหาเงินมาจ่ายให้กัยขวนการเหล่านี้ โดยมองว่า… ทำได้เพื่ออนาคตของลูกหลาน!!! ซึ่ง “อัตราค่าบริการ” หรือ “เรตราคา” นั้น สำหรับในส่วนนี้ข้อมูลจากทางศูนย์สอบธรรมศาสตรืได้ให้ข้อมูลว่า…มีตั้งแต่ 300,000 บาท จนถึง 800,000 บาท ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความนิยมของหน่วยงาน และ ขึ้นกับแพ็กเกจการโกงสอบ ซึ่งสามารถแปรผันได้ตามจำนวนทอดของนายหน้า และความนิยมของตำแหน่ง โดยค่าใช้จ่ายนี้อาจจะจะแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ ตามความสำเร็จของการประกาศผล ซึ่งตำแหน่งที่เสี่ยงและพบการทุจริตมากที่สุดคือ ตำแหน่งทั่วไปที่เปิดรับทุกวุฒิการศึกษา
ส่วน “รูปแบบการทุจริตโกงสอบ” แหล่งข้อมูลเดิมนั้นได้ให้ข้อมูลว่า… ปัจจุบันการทุจริตในการสอบมีวิวัฒนาการไปไกลมาก คือจากเดิมที่ใช้ “ระบบพ่อไก่แม่ไก่” หรือ ส่งคนเก่งเข้าไปนั่งสอบเพื่อส่งโพยผ่านยางลบหรือกระดาษ ที่เป็นรูปแบบวิธีการในอดีต แต่ในปัจจุบันวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว เนื่องจากข้อสอบมีการกระจายชุดแบบสลับสับเปลี่ยน ทำให้ขบวนการทุจริตการสอบ หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีไฮเทค ตั้งแต่การใช้เครื่องส่งสัญญาณระบบสั่น อุปกรณ์ฝังซิมการ์ดโทรศัพท์ที่มีขนาดเล็กกว่ากล่องไม้ขีดไฟ จนพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงที่ฝังอยู่ภายในบัตรพลาสติกเลียนแบบบัตรเครดิต ที่สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังไร้สาย …เป็นวิธีการโกงสอบที่ถูกวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ นอกจากนี้ทางศูนย์สอบธรรมศาสตร์ยังได้อธิบายถึง “กระบวนการโกงสอบ” เพิ่มเติมว่า… นอกจากวิธีการข้างต้นแล้ว ที่นิยมใช้และมักตรวจพบเจอคือการ “ส่งมือปืนเข้าไปในห้องสอบ” เพื่อจดจำและส่งคำตอบออกมายังศูนย์สั่งการภายนอก โดยช่วง 45 นาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลาสอบ จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้เข้าสอบเริ่มส่งสัญญาณร้องขอคำตอบ ซึ่งทีมงานภายนอกก็จะส่งเฉลยคำตอบทีละข้อให้ผ่านหูฟังจิ๋วในรูหู ซึ่งกล่องรับสัญญาณมักจะถูกซ่อนไว้ในจุดอับสายตา เช่น เป้ากางเกง ใต้หน้าอก เพื่อเลี่ยงการตรวจจับจากครื่องสแกนโลหะ ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นลำบาก
เหล่านี้เป็น “กลวิธี” ที่แก๊งโกงสอบนิยมใช้
และนอกจาก “กลวิธีฉลาดเกมส์โกง” ของขบวนการทุจริตการสอบหรือ “แก๊งโกงข้อสอบ” แล้ว เฟซบุ๊กศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ยังมีการย้ำไว้น่าคิดว่า… การออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ มีเจตนาสำคัญเพื่อต้องการให้เป็นอุทาหรณ์ และย้ำเตือนหน่วยงานที่จัดสอบให้เฝ้าระวังกลุ่มขบวนการเหล่านี้ให้ดี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อทางศูนย์สอบตรวจพบการทุจริตการสอบและจับได้แล้ว ก็จะมีทั้งส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ หรือแม้แต่การแจ้งความดำเนินคดีเอง แต่ด้วยวิธีการทางราชการและกฎหมายที่มีอยู่ซึ่งยังคงมีช่องโหว่อยู่เยอะมาก ทำให้หลาย ๆ ครั้งผู้ทำผิดจึงมักจะหลุดรอดไปได้ ดังนั้นศูนย์สอบธรรมศาสตร์จึงคาดหวังว่า…ประเทศไทยจะผลักดันกฎหมายให้มีบทลงโทษที่เด็ดขาดกับผู้ทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับประชาชนธรรมดาทั่วไป ที่มุ่งมั่นตั้งใจเตรียมตัวทำข้อสอบอย่างสุจริตและโปร่งใส…
“ไม่เสียโอกาส” ไปให้กับขบวนการโกงสอบ
ที่ย่อมส่งผลดีกลับสู่สังคมและประเทศด้วย.



