ทั้งนี้ จากกระแสเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ทำให้ “นิยามความจน” กลับมาเป็นที่ถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังเกิดประเด็นพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์จาก “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เมื่อลูกนำไปยื่นลดหย่อนภาษีกตัญญู จนมีเสียงวิจารณ์ถึงแนวคิดนี้ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ที่นำแนวคิดนี้มาใช้ เพื่อคัดกรอง “คนยากจน” จาก “คนอยากจน” ซึ่งเรื่อง “ความจน” นี้ มิได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีมิติสังคมรวมด้วย โดยเฉพาะปัญหา “ความจนข้ามรุ่น” ในครัวเรือนภาคเกษตรของไทย…
ที่แม้จะมีมาตรการและโครงการมากมาย
แต่เกษตรกรไทยยัง “ติดกับดักความจน”
และยังคงเป็น “วงจรปัญหาที่ไม่สิ้นสุด!!”

ผศ.ดร.ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ
เกี่ยวกับภาพสะท้อนสถานการณ์ปัญหาในเรื่องนี้ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อมาจากหนังสือชื่อ “เกษตรกร : พลวัตความยากจนข้ามรุ่นและการเปลี่ยนผ่านความหมายมองจากนโยบายรัฐ” ที่สนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ทุนอุดหนุนวิจัยและนวัตกรรม และทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย “เมธีวิจัยอาวุโส” ผ่านโครงการ “ความยากจนข้ามรุ่นในสังคมไทยภายใต้ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” โดยผู้เขียนคือ ผศ.ดร.ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ศึกษาปัญหานี้ โดยเฉพาะ “ความยากจนข้ามรุ่นของเกษตรกร” ซึ่งตั้งคำถามว่า… เหตุใดเกษตรกรที่เป็นกลุ่มอาชีพที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทยจึงกลายเป็น “กลุ่มคนที่มีความยากจนข้ามรุ่นสูง” ต่อเนื่องมาตลอด เพื่อทำความเข้าใจ และฉายภาพให้สังคมเข้าใจเรื่องนี้…
“วิกฤติหนี้สินของเกษตรกรนั้น ไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวในการบริหารเงินส่วนบุคคล หรือความฟุ่มเฟือยตามที่สังคมมอง แต่เกิดจากการที่ต้องกู้ยืมเงินทุนเพื่อมาซื้อปัจจัยการผลิตที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่รายได้จากการขายผลผลิตไม่เคยสมดุลกับรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้นทุกปีทำให้เกษตรกรจึงต้องตกอยู่ในวงจรกู้หนี้ใหม่มาเพื่อชำระหนี้เก่าเป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด”…เป็นภาพที่ ผศ.ดร.ปิ่นวดี สะท้อนไว้ในหนังสือเล่มนี้
เพื่อฉายภายถึง “วิกฤติความจนข้ามรุ่น”
ที่เกิดกับ “ครัวเรือนภาคเกษตรกรไทย”
ทั้งนี้ ผศ.ดร.ปิ่นวดี ผู้เขียนและศึกษาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ยังสะท้อนว่า… สิ่งที่ทำให้เกิดคำถามคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกษตรกรถูกระบุตัวตนและนิยามซ้ำ ๆ ผ่านนโยบายของรัฐ แต่เหตุใดการพัฒนาภาคเกษตรด้วยงบประมาณมหาศาลจึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงยากจนลง?… และยังคงมีช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ขยายกว้างเพิ่มขึ้น? ซึ่งจากคำถามนี้นำไปสู่การศึกษาและวิเคราะห์ จนพบว่า… สาเหตุที่ความยากจนยังคงอยู่กับครัวเรือนเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ อาจมีปัจจัยจากมุมมองเรื่องความยากจนของภาครัฐ ที่มักจะมองการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นเรื่อง “เทคนิควิธีการ” จนมุ่งเน้นแต่การใช้มาตรการระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหา และเกิดการกล่าวโทษเกษตรกร จนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงถูกเบี่ยงเบนไป ส่งผลให้ปัญหาจริง ๆ เช่น ความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดิน หรือปัญหาการผูกขาดราคาปัจจัยการผลิตไม่ถูกแตะต้องเท่าที่ควร
“ปัญหาของเกษตรกรไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ข้าราชการก็จะไม่เปลี่ยนแปลง และเกษตรกรก็จะไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้” …เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งถูกสะท้อนไว้ในหนังสือนี้ เพื่อชี้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับในครัวเรือนภาคเกษตรของไทยส่วนใหญ่
ที่เป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิด “มรดกความจน”
ที่เกษตรกรรุ่นพ่อแม่ส่งต่อให้กับรุ่นลูก

สำหรับแนวทางช่วยลดปัญหาให้กับครัวเรือนภาคเกษตรของไทย เพื่อ “ตัดวงจรความจนข้ามรุ่น” นั้น กรณีนี้ในหนังสือและรายงานดังกล่าว ทาง ผศ.ดร.ปิ่นวดี ได้มีการจัดทำ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ออกมาเป็นหัวข้อต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวเอาไว้ ดังนี้… 1.ลงทุนในทุนมนุษย์และพัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อลดภาวะพึ่งพิง เพื่อสร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็ง 2.มุ่งเน้นลดความเปราะบางของเกษตรกรรายย่อย โดยรัฐอาจต้องปรับเงื่อนไขในการสนับสนุนระบบเกษตรโดยเฉพาะให้เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อย 3.สร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในกลไกการให้ความช่วยเหลือ โดยการออกแบบนโยบายเกษตรในประเทศจำเป็นต้องคำนึงถึงมิติความเป็นธรรม การนับรวมครัวเรือนยากจน และความยั่งยืนควบคู่กัน เพื่อให้ภาคเกษตรยังคงเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาที่ไม่ทิ้งคนจนไว้ข้างหลัง
นี่เป็น “ข้อเสนอ” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
“ตัดวงจรความจน” ให้ไม่ต้องถูกส่งต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ ที่ได้ศึกษาปัญหา “ความยากจนข้ามรุ่นในภาคเกษตรไทย” ย้ำว่า…การแก้ไขปัญหาวงจรความยากจนข้ามรุ่นในกลุ่มเกษตรกรจะต้องอาศัยแนวทางที่หลากหลาย และควรเน้นที่การแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่มุ่งเป้าไปที่การพัฒนาทุนในด้านต่าง ๆ รวมถึงลดความเปราะบางให้กับกลุ่มที่ยากจนที่สุดอย่างแม่นยำ ภายใต้การพัฒนาและจัดสรรงบประมาณกับทรัพยากรอย่างสมดุล โดยที่ “ปัญหาความจนข้ามรุ่น” นี้ สามารถสะท้อนภาพของสังคมไทยและประเทศไทยในปัจจุบัน ทั้งการกดทับเชิงโครงสร้างและข้อจำกัดในระดับครัวเรือน โดยความจนข้ามรุ่นไม่ได้เกิดจากรายได้อย่างเดียว แต่ผูกพันกับโครงสร้างครัวเรือน บทบาททางเพศ อัตราส่วนพึ่งพิง และคุณภาพการเลี้ยงดูบุตรหลาน
ที่ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อโอกาสเด็กรุ่นใหม่
ส่งผลต่อโอกาสที่จะหลุดไปจากความจน
ทั้งนี้ ในหนังสือได้เน้นย้ำว่า… งานชิ้นนี้ไม่ได้ปฏิเสธความยากจนที่มาจากสาเหตุปัจจัยส่วนบุคคล แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า… ปัญหาความยากจนมีความสลับซับซ้อน และความยากจนข้ามรุ่นในกลุ่มเกษตรกรไทยเป็นผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่เกิดจากนโยบายกับแนวปฏิบัติที่ขัดแย้งกัน รวมถึงการพัฒนาในเชิงเทคนิคยังสร้างกลไกการกีดกันเชิงระบบขึ้นมา ทำให้เกษตรกรยากจนที่ไม่มีทุนตั้งต้นไม่สามารถเข้าถึงโอกาสการสะสมทุนได้ และยิ่งตอนนี้เป็นสังคมภายใต้บริบทใหม่ ที่มีทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และแรงกดดันทางเศรษฐกิจแบบใหม่ ทำให้ความยากจนไม่หายไป แต่ถ่ายทอดผ่านภาวะพึ่งพิง การเป็นหนี้สินเพื่อการยังชีพ และการขาดความมั่นคงในทรัพย์สิน ทำให้การจะทลายวงจรนี้ ต้องอาศัยการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างเร่งด่วน…
นี่เป็นข้อเสนอกับมุมสะท้อนของเรื่องนี้
โฟกัสเรื่อง “ความจนข้ามรุ่นภาคเกษตร”
หลัง “ความจน” มีกระแสถูกพูดถึงอีกหน.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



