ทั้งนี้ คำว่า “กะเทย” ในอดีตไม่ได้เป็นเพียงคำระบุอัตลักษณ์ทางเพศสภาพที่แตกต่างจากเพศกำเนิดเท่านั้น แต่บ่อยครั้งถูกใช้เป็น “อาวุธทางภาษา” เพื่อตีตรา ล้อเลียน และลดทอนคุณค่าของคนกลุ่มนี้จนสร้างบาดแผลลึกอย่างมาก และต้องเติบโตขึ้นมาพร้อม “ปมด้อยชีวิต” ซึ่งเกิดจากการถูกตีตราด้วยคำนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเปลี่ยนไป และสังคมเปิดกว้างยอมรับมากขึ้น กรณีนี้จึงทำให้เกิดพัฒนาการใหม่ ๆ จนปัจจุบันคำว่า… กะเทย” ได้กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่คนกลุ่มนี้…

นำมาใช้เพื่อรื้อสร้างความหมายทางสังคม

พัฒนากลายมาเป็น “กันชนทางวัฒนธรรม”

จนเกิดเป็น “ปรากฏการณ์สังคม” น่าสนใจ

ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์

เกี่ยวกับมุมมองต่อ “พัฒนาการของกะเทยไทย” ที่วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากชวนมาค้นหาความหมาย และร่วมกันถอดรหัสจากปรากฏการณ์นี้ โดยเรื่องนี้ ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและสื่อสารองค์กร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ฉายภาพเกี่ยวกับ “โลกของกะเทย” ไว้ว่า… หากมองย้อนกลับไปในอดีต ในยุคที่สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเพศสภาพและเพศวิถี ทำให้ใครก็ตามที่แสดงออกหรือใช้ชีวิตไม่ได้อยู่ในกรอบเพศชายหรือเพศหญิงตามกำเนิด มักถูกเหมารวมในคำว่า… “กะเทย” ทั้งสิ้น และถึงแม้ในทางวัฒนธรรมกับระบบความเชื่อดั้งเดิมจะเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้อยู่บ้าง เช่น ทำหน้าที่เป็นร่างทรง เป็นหมอพื้นบ้าน เป็นผู้สืบทอดศิลปะท้องถิ่น แต่พื้นที่เหล่านั้นกลับเป็นเพียงพื้นที่เฉพาะกลุ่มที่สะท้อนถึง “ข้อจำกัดของกะเทย” ในการใช้ชีวิตที่คนกลุ่มนี้ไม่สามารถก้าวสู่มิติอื่นได้เลย

ส่งผลให้สิทธิเสรีภาพของกะเทยถูกจำกัด

ผศ.รณภูมิ นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุอีกว่า… หากเทียบกับยุคปัจจุบัน ในอดีต “อคติต่อกะเทย” ที่สังคมมีนั้นรุนแรงกว่าตอนนี้มาก ซึ่งเกิดจาก “วัฒนธรรมแบ่งแยก” และการ “ตีตราจากสังคม” เนื่องจากหลายคนมองว่า… บุคลิกและพฤติกรรมของกะเทยเป็นสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมดีงาม หรือมองเป็นสิ่งอัปมงคลที่ทำลายความสงบสุขของชุมชน อย่างไรก็ตาม แม้กะเทยยุคก่อนจะต้องเจอกับอคติที่รุนแรง แต่ก็ยังมี “กันชนทางวัฒนธรรม” ที่สำคัญซึ่งคนกลุ่มนี้นำมาใช้เพื่อป้องกันความรุนแรงที่เกิดจากอคติทางเพศ คือความเกรงอกเกรงใจ ความสงสาร และความเมตตาตามหลักคิดดั้งเดิม ทำให้การใช้ความรุนแรงตรง ๆ เช่น ทำร้ายร่างกาย หรือฆ่าด้วยเหตุแห่งเพศสภาพในอดีตเกิดขึ้นได้ยาก จนส่งผลให้กะเทยยุคก่อนยังพอใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในมุมเล็ก ๆ ของตัวเองที่…เป็น “โลกของกะเทยในอดีต” ที่นักวิชาการ มธ. ได้ฉายภาพไว้

อย่างไรก็ตาม ความสุขในมุมมืดของกะเทยนั้นต้องแลกมาด้วยการขาดการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิพื้นฐาน เนื่องจากสังคมยังคงมองว่า… กะเทยเป็นความไม่ปกติ” หรือผิดธรรมชาติ ซึ่งถึงแม้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และค่านิยมสมัยใหม่จะเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่ในบางกระแสกลับยิ่งทำให้ความหลากหลายทางเพศยังดูเป็นเรื่องผิดปกติ และเบี่ยงเบนจากค่านิยมกลางของสังคม ทำให้คำว่า… กะเทย” ถูกใช้เป็น “คำเหยียดหยามคำล้อเลียน” หรือแม้แต่เป็น “เครื่องมือบุลลี่” และจากคำตีตราแสนเจ็บปวดในอดีต ถัดมาอีกยุคหนึ่งจึงนำมาสู่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์และข้อกฎหมายของกลุ่มคนข้ามเพศ โดยเฉพาะกับ “กลุ่มกะเทย” โดยเรื่องนี้ทาง ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานกรรมการมูลนิธิซิสเตอร์ และรองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน บอกเล่าถึงประสบการณ์ในช่วงก่อตั้งมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า…ตนเองและกลุ่มเพื่อนตั้งใจที่จะนำคำว่า… “กะเทย” ซึ่งเป็นคำดั้งเดิมมาจดทะเบียนเป็นชื่อทางการของมูลนิธิ เพราะต้องการจะ เปลี่ยนแปลงความหมายเชิงลบ ให้กลายเป็น ความหมายเชิงบวก เพื่อทลายกำแพงอคติ

ตอนใช้คำว่ากะเทยไปจดทะเบียนตั้งมูลนิธิ ก็ถูกขอให้เปลี่ยนไปใช้คำอื่นแทน เช่น สาวประเภท 2 ซึ่งเป็นคำที่สังคมคุ้นเคยและเป็นทางการมากกว่า เนื่องจากกะเทยถูกมองเป็นคำที่ไม่สุภาพ แต่กลุ่มไม่เปลี่ยน โดยให้เหตุผลกับทางราชการว่าสาวประเภท 2 เป็นคำที่มีนัยยะการแบ่งลำดับชั้นมนุษย์มากกว่ากะเทยเสียอีก” …ณชเล ระบุ

ขณะที่ ผศ.รณภูมิ พูดถึง “กลยุทธ์การนำคำเชิงลบกลับมาใช้ใหม่” นี้ว่า… วิธีนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางสังคมศาสตร์ที่เป็น การรื้อสร้างวาทกรรมซึ่งกลยุทธ์นี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อตอบโต้อคติ และใช้สร้างการยอมรับได้อย่างมาก จนส่งผลให้สังคมค่อย ๆ ลดอคติที่มีต่อกะเทย จนปัจจุบันนี้ “กะเทยกลายเป็นคำเชิงบวก” ไม่ใช่คำเชิงลบเหมือนในอดีตอีกต่อไป…

ปัจจุบันเราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของคำ ๆ นี้ในหน้าสื่อและในวิถีชีวิตของคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคำว่ากะเทยถูกนำมาใช้ในความหมายที่ลดอคติลง หรือถูกใช้ในฐานะคำที่มีความเป็นกลางที่สุด เพื่อเคารพตัวตนของผู้ที่นิยามตนเอง” …เป็นความเปลี่ยนแปลงของคำอย่าง “กะเทย” ที่เคยมีความหมายเชิงลบในอดีต แต่ปัจจุบันกลายเป็นคำเชิงบวก

อย่างไรก็ตาม ผศ.รณภูมิ ให้ข้อเตือนใจที่สำคัญผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ในเรื่องนี้ว่า… แม้จะมีอคติลดลงกับคำนี้ แต่สังคมยังไม่ควรวางใจในความเปลี่ยนแปลงนี้ทั้งหมด เพราะความตั้งใจและบริบทในการเลือกใช้ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยต้องดูว่า… เป็นการใช้ที่ปราศจากอคติแอบแฝง หรือใช้เพื่อเป้าหมายในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่ รวมถึงต้องมั่นใจว่า… บุคคลที่ถูกเรียกยินดีและภูมิใจที่จะใช้คำนี้ในการนิยามตนเอง ไม่ใช่การนำมาใช้สร้างความตลกหรือเพื่อความบันเทิง จึงจำเป็นต้องมีเครื่องค้ำประกันไม่ให้คำว่า… “กะเทย” กลายสภาพกลับไปเป็นคำที่ใช้ทำร้ายเหมือนในอดีต…

ณชเล บุญญาภิสมภาร

ขณะที่ ณชเล รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวเสริมคล้ายกันว่า… กลยุทธ์การรื้อสร้างความหมายคำดั้งเดิมที่กลุ่มกะเทยใช้นี้ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการตอบโต้กับอคติที่มี หรือแม้แต่อำนาจรัฐ ทำให้กลไกต่าง ๆ ของสังคมต้องยอมรับและสร้างความคุ้นชินกับคำนี้ไปโดยปริยาย โดยตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดสุดคือ การขับเคลื่อนงานของมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากรัฐบาล และกลายเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนสิทธิของกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์เป็นหญิงข้ามเพศหรือกะเทย เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ และสร้างการยอมรับที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการป้องกันควบคุมโรคและการสร้างเสริมสุขภาวะประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศ…

ทั้งนี้ การเดินทางในแง่ของ “คำ” จากอดีตสู่ปัจจุบันของ “กะเทย” นั้น ไม่เพียงสะท้อนการต่อสู้ที่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่เป็นการใช้ปัญญาและกลยุทธ์ทางภาษา จนทำให้คำที่เคยถูกใช้เพื่อกดทับกลายเป็นคำที่เปี่ยมด้วยพลังในการประกาศตัวตนและสิทธิที่พึงได้ก็ตาม แต่ก็ “ยังมีกำแพงอีกหลายชั้น” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องสู้ต่อ เนื่องจากอคติที่สังคมยังมีต่อกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “กะเทย” นั้น…

สลับซับซ้อน และมีความท้าทายในหลายด้าน

ที่การจะปลดล็อกทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ส่วนจะมีความท้าทายใดบ้างนั้น มาดูต่อพรุ่งนี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์