ทั้งนี้ นอกจากความคืบหน้าต่าง ๆ ของเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิงดังย่านลาดพร้าวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์แล้ว สิ่งที่ต้องติดตามและเฝ้าดูแบบใกล้ชิดคือ “จิตใจเหยื่อไฟไหม้” ที่เป็น “บาดแผลทางใจ” นอกเหนือจากบาดแผลภายนอกร่างกายที่ปรากฏ โดยนอกจากผลกระทบทางจิตใจต่าง ๆ แล้ว ยังมีภาวะอาการหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คืออาการที่มีชื่อเรียกกันว่า… “โรคกลัวไฟ”
ที่มักเกิดได้ใน “ผู้รอดชีวิตจากไฟไหม้”
ส่วนภาวะนี้จะมีลักษณะอาการเช่นไร
กรณีนี้ต้องลองศึกษาทำความเข้าใจดู
เกี่ยวกับ “โรคกลัวไฟ” นั้น มีข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูล ที่มีการระบุเกี่ยวกับภาวะนี้ ซึ่งมีการอธิบายถึงภาวะนี้ไว้เช่นกัน ประมาณว่า… โรคกลัวไฟ (Pyrophobia) เป็นความกลัวไฟอย่างรุนแรงและไม่สมเหตุสมผล โดยผู้ที่เป็นโรคนี้อาจรู้สึกกลัวเมื่อเห็นไฟในทุกรูปแบบ เช่น กองไฟ เปลวเทียน หรือแม้กระทั่งการเห็นภาพไฟในทีวี โดยผู้ที่มีภาวะนี้อาจรู้สึกวิตกกังวลอย่างรุนแรงเมื่อคิดหรือพูดถึงไฟ โดยผู้ป่วยมักจะคิดวนเวียนอยู่ตลอดเวลาว่า… จะเกิดไฟไหม้ทุกสถานที่หรือทุกสถานการณ์ แม้ไม่มีอันตรายหรือภัยคุกคามก็ตาม โดยโรคกลัวไฟนี้จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับ โรคคลั่งไฟ (Pyromania) ซึ่งเป็นความผิดปกติในการควบคุมแรงกระตุ้น (Impulse Control Disorder) ที่ทำให้หมกมุ่น และมีความสุขกับการจุดไฟหรือเฝ้าดูไฟไหม้ …นี่เป็นคำอธิบาย
เกี่ยวกับ “โรคกลัวไฟ” ที่มีโรคนี้จริง ๆ
ที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับ “โรคคลั่งไฟ”
แล้วการกลัวไฟถือเป็นเรื่องปกติหรือไม่? สำหรับเรื่องนี้หลาย ๆ แหล่งข้อมูลให้คำอธิบายเอาไว้คล้าย ๆ กันว่า… ในระดับหนึ่ง ความกลัวไฟเป็นสัญชาตญาณปกติเพื่อความอยู่รอด เพราะไฟก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง สมองจึงสั่งการให้ร่างกายหลีกเลี่ยงหรือหนี (Fight-or-Flight Response) แต่ใน กลุ่มผู้ป่วยโรคกลัวไฟ นั้น อาการจะรุนแรงกว่าปฏิกิริยาปกติมาก ซึ่งความกลัวที่ท่วมท้นนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำงาน การเรียน หรือการเข้าสังคมอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ เกี่ยวกับ “โรคกลัวไฟ” นั้น มาจาก เว็บไซต์คลีฟแลนด์คลินิก (https://my.clevelandclinic.org) ซึ่งเป็นศูนย์วิชาการทางด้านการแพทย์ทางวิชาการแบบสหสาขาที่ไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้เผยแพร่คำอธิบายเกี่ยวกับโรคนี้ไว้น่าสนใจ และเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยแหล่งข้อมูลนี้อธิบายว่า… แม้จะไม่มีสถิติที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนผู้เป็นโรคกลัวไฟ แต่จากการศึกษาในสหรัฐอเมริกาสามารถพบคนที่เกิดโรคนี้ รวมถึง โรคกลัวเฉพาะอย่าง (Specific Phobia) ได้ประมาณ 12% ในผู้ใหญ่ และอีก 19% ในวัยรุ่น โดยพบในผู้หญิงกว่าผู้ชาย…
สำหรับ “สาเหตุโรคกลัวไฟ” นั้น โดยทั่วไปโรคนี้มักไม่มีสาเหตุเฉพาะเจาะจง เพียงแต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นได้ถ้าหากบุคคลนั้น เคยมีประสบการณ์กระทบกระเทือนจิตใจเกี่ยวกับไฟในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ได้แก่ 1.เคยจุดไฟโดยไม่ตั้งใจ 2.ถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง 3.รอดชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ 4.มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคกลัว โรควิตกกังวล หรือความผิดปกติทางจิตอื่น ๆ 5.มีความกลัวหรือความวิตกกังวลอื่น ๆ ร่วมด้วย …เหล่านี้เป็น “ปัจจัย–ตัวกระตุ้น” ทำให้คนนั้นเป็น “โรคกลัวไฟ”
ขณะที่ “อาการเด่น” ที่แสดงออกมานั้น แหล่งข้อมูลเดิมระบุว่า… อาจจะแสดงอาการออกมาผ่านทางพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้ คือ… มักจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เชื่อว่าจะมีโอกาสเกิดไฟไหม้ เช่น ไม่อยู่ใกล้เตาผิงหรือเตาไฟ หมกหมุ่นกับการตรวจสอบสถานที่สาธารณะเพื่อหาความเสี่ยงจากไฟไหม้ หรือเอาแต่มองหาเส้นทางหนีไฟ เครื่องดับเพลิง เครื่องตรวจจับควัน ระบบฉีดน้ำดับเพลิง และสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามจากไฟไหม้, ยืนกรานให้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดแทนเครื่องที่ใช้แก๊ส หรืออาจติดตั้งเครื่องตรวจจับควันจำนวนมากเกินไป เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่คนเหล่านี้มองเป็นภัยคุกคาม โดยบางคนอาจถึงขั้นถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า โคมไฟ และอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากไฟไหม้ที่เกิดจากไฟฟ้า… นี่ก็เป็นอาการ
ที่มักพบบ่อยได้ใน “ผู้ที่เป็นโรคกลัวไฟ”
ส่วน อาการทั่วไป ที่พบได้นั้น แหล่งข้อมูลดังกล่าว ชี้ว่า… อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะแสดงออกมาเมื่อ “เห็นเปลวไฟ–มีคนพูดถึงไฟ” ได้แก่… มีอาการขนลุกเมื่อเห็นไฟหรือได้ยินคนพูดถึงไฟ, มีอาการใจสั่น คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะและหน้ามืด รวมถึงหายใจลำบาก, ตัวสั่น หรือมีเหงื่อออกมากเกินไปจนดูผิดปกติ, ปวดท้องหรืออาหารไม่ย่อย …เป็นอาการที่มักพบในผู้เป็นโรคนี้
ในขณะที่การ วินิจฉัยอาการ นั้น ข้อมูลจากเว็บไซต์คลีฟแลนด์คลินิก ระบุว่า… แพทย์มักตรวจหาสาเหตุเมื่อผู้ป่วยมีภาวะต่าง ๆ ดังนี้ กล่าวคือ 1.มีอาการวิตกกังวลหรือตื่นตระหนกทุกครั้ง เมื่อเห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับคำว่าไฟ 2.มีความกลัวไฟคงอยู่นาน ซึ่งอาจจะเป็นแบบนี้ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือนานกว่านั้น และ 3.มักหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะเกิดไฟ แทบจะตลอดเวลา ซึ่งหากพบคนรอบข้าง หรือคนใกล้ตัวมีลักษณะแสดงออกมาเช่นนี้ กรณีนี้อาจถือว่า…เข้าข่ายเป็นโรคกลัวไฟ และสำหรับ การบำบัดอาการ นั้น กรณีนี้แหล่งข้อมูลเดิมให้คำแนะนำว่า… อาจสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่…
การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ที่มุ่งเน้นช่วยให้เปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับไฟ รวมถึงการเรียนรู้ข้อเท็จจริงที่สำคัญเกี่ยวกับไฟ เช่น สถิติเกี่ยวกับไฟ วิธีการเกิดไฟ หรือวิธีดับไฟอย่างปลอดภัย โดยนักบำบัดจะสอนเทคนิคในการจัดการกับสิ่งกระตุ้นบางอย่าง อาทิ การหายใจลึก ๆ หรือทำสมาธิเมื่อเห็นไฟหรือได้ยินเกี่ยวกับไฟ เพื่อจัดการกับความวิตกกังวล
การบำบัดด้วยการเผชิญหน้า การบำบัดประเภทนี้จะค่อยๆ ให้ผู้เป็นโรคนี้เผชิญกับไฟ หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับไฟทีละน้อย ๆ ซึ่งอาจรวมถึงการดูภาพหรือวิดีโอเกี่ยวกับไฟ โดยจะค่อย ๆ ฝึกฝนจนกระทั่งสามารถมองดูไม้ขีดไฟหรือเทียนที่จุดไฟได้ หรือบางการศึกษามีการใช้โปรแกรมเสมือนจริงที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมดับไฟจำลองได้
สุดท้ายคือ การใช้ยา แต่การรักษาด้วยยานี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพมากนักในการจัดการโรคกลัวไฟหรือโรคกลัวเฉพาะอย่างอื่น ๆ ในระยะยาว แต่หากมีอาการวิตกกังวลหรือตื่นตระหนกบ่อยครั้งจนรบกวนการใช้ชีวิต กรณีนี้แพทย์ก็อาจแนะนำยาคลายความวิตกกังวลให้คุณ ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้วไม่มีวิธีใดที่จะป้องกันโรคกลัวไฟได้อย่างสมบูรณ์ แต่สามารถลดผลกระทบด้านลบที่ความกลัวไฟมีต่อชีวิตได้… และนี่เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการบำบัดภาวะอาการของโรคนี้ รวมถึงคำอธิบายเกี่ยวกับโรค
“โรคกลัวไฟ” ที่มีชื่อเรียกกันว่า… “Pyrophobia”
มักพบได้ในผู้ที่มีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับไฟ
หรือในคนที่ผ่านเหตุการณ์เพลิงไหม้รุนแรงมา
ที่แม้จะวินิจฉัยยาก แต่ใช้หลักสังเกต–ใส่ใจได้
รวมถึงภาวะอาการนี้สามารถ “รักษาบำบัดได้”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



