ทั้งนี้ สำหรับแนวทางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนั้น กรณีนี้มีหนึ่งในกลไกสำคัญคือ “โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รับมอบนโยบายจากรัฐบาลให้เข้ามาช่วยปลดล็อกวิกฤติดังกล่าว…
เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เกษตรกร
พร้อมลดภาระทางด้านต้นทุนระยะยาว
ให้ชาวนาและเกษตรกรสามารถรับมือวิกฤติ
ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้มีการลงพื้นที่ไปติดตามดูความคืบหน้าผลการดำเนินงานของโครงการ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ที่ทาง ธ.ก.ส. รับผิดชอบโครงการดังกล่าว ผ่านแนวคิดเปลี่ยนการทำเกษตรแบบดั้งเดิมก้าวสู่การทำ“เกษตรแม่นยำ-เกษตรมั่นคง-เกษตรยั่งยืน” โดยโครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการเติมสภาพคล่อง แต่ยังตั้งเป้าที่จะ “อัปเกรดกระบวนการผลิต” จากแบบดั้งเดิมไปสู่การใช้ข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยรายละเอียดของโครงการนี้ทาง ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า… โครงการดังกล่าวจัดสรรวงเงินกู้อุดหนุนรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรนำไปจัดซื้อปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเติมความรู้ด้านการบริหารจัดการต้นทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อการลดต้นทุนการผลิตในกระบวนการเพาะปลูกให้ได้มากที่สุด…
ที่แนวทางดังกล่าวนี้ “จะส่งผลดีระยะยาว”
ให้กับเกษตรกรและชาวนาที่ร่วมโครงการ
สำหรับ “คุณสมบัติ” ของผู้เข้าร่วมโครงการนั้น ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ให้ข้อมูลว่า… มีเกณฑ์พิจารณา ดังต่อไปนี้ คือ ต้องเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง, ต้องเป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืช 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้, ต้องผ่านการอบรมหรือเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะและบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) จากทาง ธ.ก.ส. หรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เพื่อเรียนรู้และยกระดับการเพาะปลูก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน…
ส่วนเงื่อนไขสำคัญอีก 2 ประการคือ ต้องใช้เงินกู้จัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ หรือแหล่งอื่น ๆ ตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด รวมถึง ต้องใช้พันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการ หรือที่ ธ.ก.ส. กำหนด เพื่อให้ได้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม..เหล่านี้เป็น “คุณสมบัติหลัก ๆ” ของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง”
ขณะที่ในส่วนของ “เงื่อนไขสินเชื่อ” ของโครงการนั้น ทางผู้จัดการ ธ.ก.ส. ให้ข้อมูลว่า… จะมีการกำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยทางรัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งเมื่อผู้กู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการจะมีกำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน โดยต้องชำระคืนไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2572 ซึ่งการชำระหนี้ จะชำระผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. พร้อมยินยอมให้ธนาคารหักชำระหนี้จากบัญชีดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้จะมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี คือตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2572 โดยผู้สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ หรือสอบถามได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่าน Call Center ที่เบอร์โทร. 02 555 0555 และเว็บไซต์ www.baac.or.th หรือทางแอปพลิเคชัน BAAC Mobile และ Line Official Account: BAAC Family …นี่เป็นข้อมูลสำคัญที่เกษตรกรต้องศึกษาทำความเข้าใจ
ก่อนที่จะสมัครร่วมโครงการช่วยเหลือนี้

ทั้งนี้ เชื่อว่า…เกษตรกรหลายคนที่ได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับโครงการนี้อาจจะยังลังเล หรือยังไม่ได้ตัดสินใจ เนื่องจากอาจจะยังไม่แน่ใจว่า… โครงการนี้จะช่วยแก้วิกฤติได้จริง ๆ หรือ ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะต้องลองไปฟัง “เสียงสะท้อนเกษตรกร” ที่ตัดสินใจร่วมโครงการดังกล่าว ที่บอกเล่าผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นหลังเข้าร่วมโครงการนี้ โดย สมเวียง สุขสมพืช และ สำเริง การสมจิตร์ สองเกษตรกรที่ทำอาชีพชาวนา สะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… แนวทาง “ลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 3” ควบคู่กับการ “เติมความรู้” ให้เกษตรกร โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับการ “วิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ย” ที่ถือว่า…ช่วยเกษตรกรได้มาก
“หลังเข้าร่วมโครงการและได้อบรมเรื่องนี้ ทำให้รู้ว่า… ดินในพื้นที่ของตัวเองนั้นขาดธาตุอาหารชนิดใด และต้องใส่ปุ๋ยเท่าไหร่จึงจะพอดี โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น ที่เป็นการสิ้นเปลือง และเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยใช่เหตุ” …เป็นเสียงสะท้อนจาก สมเวียง หนึ่งในเกษตรกร ที่ระบุถึงประโยชน์หลังจากได้เข้าร่วมโครงการนี้
ขณะที่เกษตรกรอีกคน คือ สำเริง กล่าวว่า… ที่ผ่านมาไม่เคยทราบเกี่ยวกับผลตรวจดินที่ชัดเจน ทำให้ต้องใช้เพียงประสบการณ์ตัวเองในการสังเกตสีของใบและความเหี่ยวเฉาของต้นข้าวเพื่อใส่ปุ๋ยเท่านั้น ทำให้การใส่ปุ๋ยลงไปนั้นไม่ตรงกับความต้องการของพืชและดิน จนเหมือนกับการใช้เงินไปโดยไม่คุ้มค่า
“หลังเข้าร่วมโครงการและได้อบรมวิธีตรวจวิเคราะห์ดิน ทำให้มีข้อมูลมาใช้วางแผนการใส่ปุ๋ย จนลดรายจ่ายลงไปได้เยอะ นอกจากนี้การที่รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่ง ทำให้มีเงินเหลือพอจะนำไปต่อยอดพัฒนาการเพาะปลูกได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับเกษตรกรแบบเรา” เกษตรกรรายนี้ระบุถึงสิ่งที่ได้รับหลังเข้าร่วมโครงการนี้ของ ธ.ก.ส.
และนอกจากเกษตรกรสองรายข้างต้นแล้ว ก็มีอีกหนึ่งรายคือ บังอร เกิดมนตรี ที่เข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน โดยกล่าวว่า… โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งที่มีวงเงิน 100,000 บาทต่อราย ส่วนตัวมองเป็นโครงการที่ดี โดยสาเหตุที่ตัดสินใจร่วมโครงการนี้ เพราะตั้งใจจะนำเงินที่กู้นี้ไปซื้อปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย รวมถึงนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับหน้าดินบนแปลงเพาะปลูกของตัวเอง แต่พอทราบว่า…เกษตรกรที่ร่วมโครงการจะได้อบรมการอบรมตรวจวิเคราะห์ดินเป็นพิเศษ ก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากที่จะเข้าร่วม เพราะอยากเติมความรู้ให้กับตัวเอง เพื่อนำมาปรับใช้ลดต้นทุนในแปลงเพาะปลูกของตัวเอง…
“พอได้อบรมก็ทำให้รู้ว่า…ดินแต่ละแปลงปลูกไม่เหมือนกัน ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้แต่ปุ๋ยสูตรเดิม ๆ มาตลอด เพราะไม่มีความรู้เรื่องดิน แต่พอได้อบรมจึงรู้ว่า… เราไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยปริมาณมาก ๆ แต่ต้องใช้ให้ตรงจุด ให้ถูกกับสภาพดินในแปลงของเรา” …เป็นอีกเสียงสะท้อนของ บังอร เกษตรกรอีกคนที่ได้มีโอกาส “เติมความรู้” หลังจากเข้าร่วมโครงการนี้
ขณะที่มุมมองของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติการ คือ ปาริชาติ อ่อนละออ ผู้จัดการ สกต.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า… สกต. จะทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวกลางช่วยประสานงานให้กับเกษตร เช่น เป็นศูนย์กลางจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ หรือเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ผ่านการใช้เครือข่ายของร้านค้าชุมชนที่จะเป็นจุดวางและกระจายสินค้า ทำให้เกษตรกรรับปัจจัยการผลิตใกล้บ้านได้ จึงช่วยเกษตรกรลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง, ช่วยประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อเติมความรู้ โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร เพื่อจัดอบรมการวิเคราะห์ดินก่อนใช้ปุ๋ย ทำให้เกษตรกรมีความรู้จนเลือกใช้ปุ๋ยได้ตรงกับสภาพดินในแปลงของตนเอง, ช่วยรวบรวมความต้องการใช้ปุ๋ยที่ชัดเจน จากสมาชิกทั้งหมด ทำให้เพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้จำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการนี้สามารถซื้อปุ๋ยได้ในราคาที่ต่ำกว่าในท้องตลาด…
“การวิเคราะห์ดินช่วยทำให้พืชได้ธาตุอาหารที่ถูกต้องเหมาะสม ส่วนเกษตรกรก็ไม่ซื้อปุ๋ยเกินจำเป็น ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน”… ผู้จัดการ สกต. ระบุ “ประโยชน์” จากโครงการ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ที่ไม่ได้มีข้อดีเพียงแค่ “จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง” แต่เกษตรกรที่เข้าร่วมยังได้รับการ “เติมองค์ความรู้ใหม่ ๆ” เช่น วิธีวิเคราะห์ดิน…
ทำให้สามารถ “อัปเกรดวิธีทำเกษตร” ของตัวเอง
จนส่งผลดีช่วยให้ลดต้นทุน แถมผลผลิตก็เพิ่มขึ้น
ทำให้เกษตรกรชีวิตดีขึ้นจากการหลุดจากวงจรหนี้.
รวมไปถึงช่วยทำให้ “ชีวิตของเกษตรกรไทยดีขึ้น”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



