จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เดินทางมาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2569 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม 4 แคนดิเดต ประกอบด้วย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ร่วมต้อนรับ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เดินทางมาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2569 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม 4 แคนดิเดต ประกอบด้วย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ร่วมต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทางแคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินลงมาที่ห้องโถงอาคาร 1 เพื่อรอรับนายกรัฐมนตรี โดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้เดินมาพร้อมกันก่อนจะโอบเอวกันเดินเข้าไปที่ห้องรับรอง จากนั้น พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. ก็ได้เดินมารอตั้งแถวรอรับนายกรัฐมนตรี

โดยทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงมีสีหน้ายิ้มแย้มและได้ทักทาย 4 แคนดิเดต ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อคัดเลือกตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าจะมีเซอร์ไพร้ส์หรือไม่ จากนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิได้เข้าห้องรับรองส่วนตัว เพื่อหารือ วันนี้องค์ประชุมครบทั้ง 16 คน โดยก่อนจะเข้าห้องประชุมเพื่อเริ่มการประชุมตามวาระที่กำหนด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมีการเรียกคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 12 คน หารือนอกห้องประชุมที่ห้องพรหมนอกเป็นเวลา 30 นาที จากนั้นเมื่อประชุมวงเล็กเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางกลับเข้ามาที่ห้องประชุมศรียานนท์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีความกังวล เช่นเดียวกับแคนดิเดตทั้ง 4 คนที่นั่งรออยู่ในห้องประชุมใหญ่มีการยิ้มแย้มและพูดคุยกันตลอดเวลา

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีทั้งหมด 5 วาระ โดยวาระสำคัญอยู่ในวาระที่ 4 คือ การคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 แทน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้

โดยภายหลังประชุม พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เห็นชอบแต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 พร้อมยืนยันกระบวนการคัดเลือกเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ทุกประการ ทั้งเรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวน-ป้องกันปราบปราม

​พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ กล่าวถึงรายละเอียดขั้นตอนการคัดเลือก ผบ.ตร. ว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอรายชื่อ รอง ผบ.ตร. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 78 (1) ต่อที่ประชุม ก.ตร. เพื่อให้ความเห็นชอบตามมาตรา 23 (4) ซึ่งในระหว่างการพิจารณา ได้มีการอภิปรายและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เสนอชื่ออย่างรอบด้าน ​ซึ่งการลงมติครั้งนี้มีกรรมการ ก.ตร. เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 16 ท่าน โดยรอง ผบ.ตร. ทั้ง 4 ท่านที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับด้วยการเดินออกจากห้องประชุม ทำให้เหลือองค์ประชุมในการลงคะแนนทั้งหมด 12 ท่าน ซึ่งผลการลงมติออกมาเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง

​ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่มีลำดับอาวุโสอยู่อันดับ 3 และอาจขัดกับ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 นั้น พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ กล่าวว่า กฎหมายเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจในการเสนอรายชื่อ โดยนำปัจจัยเรื่อง “ความอาวุโส” มาพิจารณา “ควบคู่กับความรู้ความสามารถ” โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนและงานป้องกันปราบปราม ซึ่งนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ

​เมื่อถูกถามถึงความกังวลเรื่องการฟ้องร้องจากผู้เสียสิทธิ หรือรอยแตกร้าวในองค์กร พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ ระบุว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องความรักความสามัคคีของพี่น้องตำรวจอย่างชัดเจน เนื่องจากแคนดิเดตทั้ง 4 ท่าน ต้องมีผู้ที่ได้รับเลือกเพียง 1 ท่าน และอีก 3 ท่านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าข้าราชการตำรวจจะยังคงรักสามัคคีและร่วมมือกันทำงานเพื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป โดยขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้.