เกี่ยวกับ “สถานการณ์บูลลี่” ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่เพียงทำให้เหยื่อเกิดบาดแผลจิตใจแล้ว แต่อาจถึงขั้นทำให้บางรายตัดสินใจใช้ความรุนแรงเพื่อหยุดการถูกกลั่นแกล้งรังแก ดังนั้นถึงแม้เรื่องนี้จะถูกหยิบยกมาพูดกันบ่อย ๆ แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงเช่นกันว่า…

ปัญหาบูลลี่” หรือกลั่นแกล้งรังแกกันนั้น

ยังไม่หมดไป แถมมีสถานการณ์รุนแรงขึ้น

ที่สังคมนั้นจะมองข้ามหรือปล่อยผ่านไม่ได้

ทั้งนี้ ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากจะชวนสังคมไทยหันกลับมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง ผ่านการวิเคราะห์และคำอธิบายจากนักจิตวิทยา ประกอบด้วย ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคม ผศ.ดร.ชมพูนุท ศรีจันทร์นิล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการปรึกษา ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาพัฒนาการ ผ่านรายการสนทนาในระบบออนไลน์ภายใต้หัวข้อ “ตีโจทย์ปัญหาการ Bully: เจ็บที่ไม่จบ ผลกระทบของการ Bully” โดยมี ดร.พูลทรัพย์ อารีกิจ ผู้ช่วยคณบดี และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการปรึกษาเป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเผยแพร่ผ่าน เฟซบุ๊กบริหารชีวิตด้วยจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่หยิบยกเรื่องนี้มาสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ปัญหาเรื่องนี้…

ในรายการดังกล่าว ทางนักจิตวิทยามีการให้ทัศนะและอธิบายเกี่ยวกับ การบูลลี่ (Bully) ว่า… เป็นพฤติกรรมทางลบ และเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวแบบหนึ่ง ที่คนหนึ่งกระทำกับอีกคนหนึ่งโดยเจตนา และมักจะทำซ้ำ ๆ ในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง โดยเป้าหมายของเจตนานั้นคือ ต้องการให้คนที่ถูกกระทำได้รับความเจ็บปวดทางร่างกายหรือจิตใจ โดยส่วนใหญ่คนที่ไปข่มเหงรังแกคนอื่นจะรู้สึกว่า… ตนเองมีอำนาจ รู้สึกอยู่เหนือกว่าคนอื่น หรือรู้สึกตัวเองมีความสามารถมากกว่า จึงกระทำต่อคนที่มองว่าอ่อนแอกว่า ซึ่งคนที่ถูกมองว่าอ่อนแอกว่าเหล่านั้นอาจเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคมที่มีลักษณะแตกต่าง มีความเฉพาะทาง หรือมีความพิเศษ รวมถึงอาจเป็นคนที่สังคมมองเป็นคนที่มีอำนาจน้อยกว่าคนอื่น ๆ …นี่เป็นนิยามคำว่า “บูลลี่”

สำหรับ “ประเภทการบูลลี่” เรื่องนี้ ผศ.ดร.หยกฟ้า ได้จำแนกว่า… ประกอบด้วยรูปแบบต่าง ๆ คือ ประเภทแรก การรังแกทางร่างกาย (physical) เช่น การตี ต่อย เตะ ถ่มน้ำลาย ดึงผม หรือการกักขังซึ่งเป็นลักษณะที่ทำซ้ำ ๆ กับคนเดิม ๆ, ประเภทที่สอง การรังแกทางวาจา (verbal) เป็นการใช้คำพูดที่ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกเจ็บปวดใจ อับอาย พูดยั่วยุ ยั่วเย้า เสียดสี นินทา ปล่อยข่าวให้บุคคลที่เป็นเหยื่อเสียหาย, ประเภทที่สาม การรังแกทางสังคม (social) เป็นลักษณะของการกดดัน บีบบังคับ เช่น ไม่ให้มีใครเป็นเพื่อน การโดดเดี่ยวเหยื่อให้รู้สึกว่าไม่มีใครคบด้วย และสุดท้าย ประเภทที่สี่ การรังแกในโลกไซเบอร์ (cyber bullying) ผ่านคำพูดทางลบ การปล่อยข่าวโคมลอย การนำภาพที่ไม่ดีนักไปประจาน เพื่อให้เกิดความเสียหายกับเหยื่อ หรือแม้แต่การติดตามแบบประสงค์ร้าย (stalking) ก็รวมอยู่ในประเภทนี้ด้วย ซึ่งการรังแกทางไซเบอร์มีผลกระทบต่อเหยื่อมากกว่าประเภทอื่น เพราะมีผู้พบเห็นได้มากและผลิตซ้ำได้เรื่อย ๆ ทำให้เหยื่อเหมือนถูกกระทำซ้ำไปซ้ำมา…

เหล่านี้เป็น “4 ประเภทของการบูลลี่”

ส่วน “ความชุกของการบูลลี่” นั้น ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร.จิรภัทร ชี้ว่า… สามารถพบการบูลลี่ได้ตั้งแต่ระดับอนุบาล ไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยการรังแกใน วัยอนุบาล มักจะเป็นการตี กัด แย่งของกันของเด็ก ๆ เนื่องจากในมุมมองของเด็กอนุบาล ยังไม่รู้จักการกลั่นแกล้งรังแก แต่เป็นพฤติกรรมที่เด็กไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่รู้จักการขอหรือการเจรจา เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ส่วนใน วัยมัธยม เป็นอีกกลุ่มที่พบการบูลลี่ได้บ่อย ผ่านการรังแกกันในโรงเรียน ทั้งนี้การให้คุณค่าของเด็กวัยรุ่นคือการได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะจากเพื่อน ดังนั้นการบูลลี่ในกลุ่มวัยมัธยมมักจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า…มีอำนาจ แข็งแรง วัยรุ่นบางคนจึงใช้การรังแกผู้อื่นเพื่อสร้างสถานะทางสังคมของตน และสร้างการยอมรับจากเพื่อน ๆ ในโรงเรียน

ขณะที่ ผศ.ดร.ชมพูนุท เสริมว่า… พฤติกรรมรังแกผู้อื่น เพื่อให้รู้สึกเจ็บปวด อับอาย ด้วยความรู้สึกสนุก หรือเพื่อความรู้สึกสะใจนั้น อาจเป็นได้จากหลายปัจจัย โดยถ้ามองในแง่ ปัจจัยส่วนบุคคล ที่พฤติกรรมบูลลี่อาจมาจากความต้องการภายในที่ ต้องการแสดงออกถึงการมีอำนาจ การเป็นที่ยอมรับของสังคม จนทำให้ในบางกรณี แม้แต่ผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ก็อาจจะถูกกระตุ้นให้ลงมือบูลลี่ผู้อื่นได้ ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งคือ ปัจจัยภูมิหลังส่วนตัว เช่น คนนั้นเคยถูกบูลลี่มาก่อนด้วยเช่นกัน

คนที่เคยถูกรังแกก็อาจจะไปรังแกผู้อื่นต่อ จนเกิดเป็นวงจร ทำให้วงจรบูลลี่ไม่สิ้นสุดและส่งต่อความเจ็บปวดไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้ามองในด้านสภาวะทางจิตใจ อาจมองได้ถึงการได้ระบายความเจ็บแค้น เป็นการแทนที่ความเจ็บปวดไปยังผู้อื่น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีอำนาจอีกครั้งหนึ่งหลังจากตัวเองรู้สึกถูกลดอำนาจ รู้สึกสูญเสียความรู้สึกดีกับตัวเอง”

นี่เป็นมุมวิเคราะห์ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการปรึกษามีการสะท้อนไว้ โดย ผศ.ดร.ชมพูนุท ยังกล่าวอีกว่า… เมื่อพบกรณีเช่นนี้ บางทีอาจจะต้องดูจากประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ที่รังแกคนอื่นที่อยู่ในวัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัยว่า… เป็นผลมาจากประสบการณ์ที่บุคคลนั้นเจ็บช้ำในอดีตหรือไม่ หรืออาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นเดียวกัน ที่เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว ทำให้เด็กหรือเยาวชนคนนั้นขาดตัวแบบของการดูแลที่เหมาะสม หรือมีความรุนแรงในครอบครัว จนรู้สึกชินชาหรือคุ้นเคยกับการใช้ความรุนแรง และมองการกระทำรุนแรงต่อผู้อื่นเป็นเรื่องปกติ

แล้วจะช่วยหรือป้องกันไม่ให้เกิดการบูลลี่ได้อย่างไร เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญมีการให้คำแนะนำไว้เช่น เริ่มจาก ผศ.ดร.หยกฟ้า ที่กล่าวว่า… ในด้านจิตวิทยาสังคม การมีแหล่งสนับสนุนทางสังคม (social support) หรือการมีที่ปรึกษา และมีคนรอบข้างที่เราสามารถไว้ใจบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในและแต่ละวันได้ จะช่วยให้เด็กคนนั้นรู้สึกมีพื้นที่ปลอดภัย โดยไม่ได้เผชิญปัญหาตามลำพัง ดังนั้นพื้นฐานครอบครัวจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยประคับประคองเด็กคนหนึ่งได้ หากต้องเผชิญการบูลลี่รูปแบบต่าง ๆ

ขณะที่ ดร.จิรภัทร ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาพัฒนาการ ให้คำแนะนำว่า… ทางแรก ต้องมีตัวแบบที่เหมาะสม เพื่อให้เด็ก ๆ สังเกต จดจำ นำไปเป็นแบบอย่างที่จะนำไปปฏิบัติกับคนข้างนอก และทางที่สองคือ ผ่านทางการสอน หรือการอธิบาย หรือการได้คุยกัน ที่นอกจากทำให้เด็กรู้สึกมีที่พึ่งแล้ว ยังช่วยให้เห็นถึงทางเลือกในการแสดงออกได้ด้วยว่า… มีทางอื่นที่ทำได้ โดยไม่ต้องแก้ปัญหาด้วยการกลั่นแกล้ง หรือตอบสนองด้วยความรุนแรง และนอกจากนี้ สังคมต้องไม่มองข้ามและรีบช่วยเหลือ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า… ถ้าเราสามารถทำให้คนรอบข้างหรือผู้เห็นเหตุการณ์พัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ช่วยเหลือได้ ความชุกการบูลลี่จะลดลง…

นี่เป็นคำอธิบายและคำแนะนำว่าด้วยเรื่องนี้

เกี่ยวกับ “การบูลลี่” ที่วันนี้ก็ยังมีกรณีเกิดขึ้น

ที่พฤติกรรมเชิงลบที่ว่านี้นับวันก็ยิ่งรุนแรง

รุนแรงทั้งผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งผลกระทบเหยื่อ.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์