จากข่าวลือที่ “ไทยเบฟเวอเรจ” ภายใต้การนำของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มีแนวคิดที่จะบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอใหม่ โดยอาจจะขายกิจการ KFC ในมือ ที่ปัจจุบันบริหารโดยบริษัทลูกอย่าง บริษัท คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ QSR of Asia นั้น ได้สร้าความน่าสนใจวงการธุรกิจอย่างมาก

เพราะหากย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 2560 ดีลการเข้าซื้อกิจการ KFC ของ “ไทยเบฟ” ถือเป็นหนึ่งในดีลที่สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในไทยมากที่สุด เพราะนี่คือการขยับหมากครั้งสำคัญที่เปลี่ยนโฉมโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มไทยเบฟไปตลอดกาล ด้วยดีลมูลค่าเบื้องต้นประมาณ 11,300-11,400 ล้านบาท โดยได้สิทธิครอบครองร้าน KFC จำนวน 252 สาขา ในขณะนั้น รวมถึงสาขาที่กำลังพัฒนาอยู่ด้วย

หลังจากจบดีลเร่งสปีดขยายสาขาอย่างดุดันผ่านทำเลเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในปั๊มน้ำมัน คอมมูนิตี้มอลล์ และการทำร้านแบบ Drive-thru จนกระทั่งถึงปัจจุบันพอร์ต KFC ในมือไทยเบฟ เติบโตจากวันแรกเกินกว่าเท่าตัว โดยมีสาขารวมกันมากกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ

หากย้อนหลัง 4 ปี รายได้ของ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด จากข้อมูลงบการเงินและรายงานผลประกอบการที่ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและรายงานประจำปีของกลุ่มธุรกิจอาหาร จะพบว่า

ปี 2565

  • รายได้รวม ประมาณ 9,500-9,800 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ ประมาณ 350-380 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้รวม 10,709 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 402 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้รวม 11,040 ล้านบาท
  • กำรุทธิ 431ล้านบาท

ปี 2568 (ล่าสุด)

  • รายได้รวม 11,200 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 441 ล้านบาท

จากตัวเลขรายได้และกำไรของบริษัท จะพบว่าไต่ระดับขึ้นเป็นบันไดทุกปี ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า KFC ในมือไทยเบฟแข็งแกร่งมาก ฉะนั้น ในการศึกษาลู่ทางขายกิจการในจังหวะนี้ จึงอาจเป็นเพราะ “ขายตอนพีคเพื่อเรียกราคา” เพราะธุรกิจที่ยังมีกำไรและโตต่อเนื่อง จะมีมูลค่าประเมินที่สูงมาก ทำให้ได้เงินก้อนใหญ่กลับมาคุ้มค่าที่สุดก็อาจจะเป็นได้