จากกรณีคณะกรรมการสรรหา กสทช.  ได้ประชุมพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หรือ “หมอไห่” ประธาน กสทช. “ขาดคุณสมบัติ” เนื่องจากไม่ได้สละสิทธิ์ หรือลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานอื่นให้ครบถ้วนภายในกรอบเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เสมือนว่า ศ.คลินิก นพ.สรณสละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่ง โดยไม่มีสภาพเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น มตินี้ถือเป็นที่สุดในระดับฝ่ายบริหาร ไม่สามารถอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีได้

ขณะที่ทีมงานของ ศ.คลินิก นพ.สรณ กำลังพิจารณาแนวทางในการดำเนินการตามกฎหมายต่อคณะกรรมการสรรหาฯ เพราะเข้าใจว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจทางปกครองในการออกข้อสั่งการทางปกครองใด และเข้าใจว่าการสละสิทธิ์เป็นสิทธิ์ของ ศ.คลินิก นพ.สรณซึ่งตอบรับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งต่อประธานวุฒิสภาไปแล้ว และได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่มากว่า 4 ปี ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ที่ถูกนำมากล่าวอ้าง สามารถชี้แจงได้

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.69 ทีมงาน ศ.คลินิก นพ.สรณ เปิดเผยกับ “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่าการออกมาของคณะกรรมการสรรหาฯ ชุดปี 2564 ซึ่งควรจะหมดหน้าที่ไปแล้วนั้น แต่มากลับพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครที่ได้รับเลือกโดยสมาชิกวุฒิสภา (สว )ไปแล้ว โดยมีคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญ ที่ 25-27/2555  ระบุว่าหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ สิ้นสุดลง เมื่อสว.เห็นชอบการแต่งตั้งครบทุกตำแหน่งแล้ว

ทำให้เกิดประเด็นข้อสงสัย ถึงบรรทัดฐานและ หลักการทางกฎหมาย ซึ่งจะกระทบโครงสร้างของระบบการสรรหา ในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ ในด้านตรรกะของกฎหมาย 

ประเด็นที่ 1 กรรมการสรรหาฯ ไม่ได้เลือกกรรมการ กสทช. แต่เป็นสว. กรรมการสรรหาฯมีหน้าที่แค่ ตรวจคุณสมบัติผู้สมัคร ตามมาตรา 7 และ 14/2 ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อหากรรมการ กสทช. เท่านั้น และให้คะแนนเพื่อเสนอต่อสว.

ประเด็นที่ 2 กรรมการสรรหาฯ  ให้คะแนน ศ.คลินิก นพ.สรณเป็น กรรมการ กสทช. จากประวัติที่ศ.คลินิก นพ.สรณเป็นแพทย์ และคุณสมบัติที่ผ่านในตำแหน่ง ศาสตราจารย์ คลีนิค ของคณะแพทย์ศาสตร์ รามาธิบดี  เป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติที่ผ่านการให้คะแนน ของ กรรมการสรรหา

ประเด็นที่ 3 การที่กรรมการสรรหาฯ เร่งรัด การตัดสิน โดยที่รับหลักฐานของแพทย์คนหนึ่งแล้วมีความเห็นเลย โดยแพทย์คนนั้นบอกว่าเป็นเพราะหลักฐานที่แกยื่น ย่อมเป็นการทำหน้าที่แปลกๆ

ประเด็นที่ 4 กรรมการสรรหาฯ ยังไม่เคยตอบกลับหนังสือ ถึงประธาน กสทช. ที่ถามถึงอำนาจหน้าที่และ หลักการทางปกครอง ที่ต้องระบุคู่กรณี หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ประเด็นที่ 5 กรรมการสรรหาฯ รับฟังเอกสารรับรอง โดยองค์กรของรัฐแล้วหรือยัง? ก่อนมีความเห็น เพื่อให้ความเห็นของตัวเองเป็นโทษกับคนอื่น

ประเด็นที่ 6 กรรมการสรรหาฯ แสดงความเห็นที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง คือ การบอกว่าเป็นการสละสิทธิ์โดยปริยาย เพราะ ศ.คลินิก นพ.สรณทำงานนอกเวลาในฐานะแพทย์ ก่อนได้รับการโปรดเกล้าฯ ซึ่งไม่ได้มีระเบียบข้อไหนห้าม และ มาตรา 18/1 ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรฯ เป็นส่วนของเจ้าตัวผู้ได้รับเลือกกับประธานวุฒิสภาที่จะดำเนินกา ตามเอกสารธุรการ ไม่ใช่จะให้ใครมาบอกให้เป็นการสละสิทธิ์ได้ เพราะการสละสิทธิ์ ย่อมต้องทำการโดยบุคคลที่ได้รับสิทธิ์นั้น

ประเด็นเหล่านี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยกับการมาของ กรรมการสรรหาฯ  ซึ่งขัดกับตรรกะของกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ตรรกะของกฎหมายนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่วิญญูชนเข้าใจได้ง่าย โดยไม่ต้องตีความหรือใช้ผู้มีวิชาอาชีพใดๆ และสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะกรรมการสรรหา ให้คะแนน ศ.คลินิก นพ.สรณผ่านคุณสมบัติ เพราะเป็นแพทย์ และตำแหน่งแพทย์ในการสมัคร ส่วนการสละสิทธิ์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อ เจ้าตัวไม่ยื่นเอกสารที่จำเป็น และระบุไว้กับประธานวุฒิสภาก่อนนำขึ้นโปรดเกล้าฯ

ดังนั้นคำถามที่ต้องตอบ คือ กรรมการสรรหาฯ มีอำนาจทางปกครองหรือไม่? หากมีก็เป็นกระบวนการปกครองที่ผิดหลักนิติธรรม เพราะ ไม่ได้ใช้หลักพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ การรับเรื่องการระบุคู่กรณี การให้เวลาชี้แจ้ง 30 วัน หรือการมีความเห็นบุคคลองค์คณะ และระยะเวลาอุทธรณ์การกระทำของกรรมการสรรหาฯ ย่อมผิดหลักกฎหมายและยุติธรรมอย่างสิ้นเชิง เรื่องนี้กรรมการสรรหาฯฝ่่าฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่? และกำลังจะทำให้นายกรัฐมนตรีทำผิดรัฐธรรมนูญไปด้วยหรือไม่?