มหากาพย์การตรวจสอบคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ขององค์กรอิสระที่ซับซ้อนและสะเทือนวงการโทรคมนาคม โดยมีจุดเริ่มต้นและลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

จุดเริ่มต้นการเข้าสู่ตำแหน่ง

เดือน ธันวาคม 2564 วุฒิสภา ในขณะนั้น ซึ่งเป็นวุฒิสภาชุดก่อนหน้าชุดปัจจุบัน ได้มีมติเห็นชอบเลือก ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค 

เดือน เมษายน 2565 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยกฎหมาย กสทช. กำหนดเงื่อนไขเหลื่อมเวลาไว้ว่า หลังวุฒิสภาโหวตเลือกแล้ว ผู้ได้รับเลือกจะต้องลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานอื่นทั้งหมดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 โดยต้องแสดงหลักฐาน และต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและต้องดำเนินการสรรหาใหม่

ชนวนเหตุและข้อร้องเรียน

ทั้งนี้หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ นพ.สรณ ถูกยื่นเรื่องตรวจสอบอย่างหนักจากหลายภาคส่วน เนื่องจากมีข้อมูลว่า ยังมีสถานะการปฏิบัติหน้าที่อาชีพอื่นอยู่ แม้ว่าจะลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว แต่มีข้อสังเกตว่า อาจจะยังมีสถานะทางกฎหมายเป็นลูกจ้างชั่วคราว ในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งแพทย์ได้ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565

รวมถึงการมีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทเอกชนและมีรายชื่อเป็นแพทย์รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนอีกหลายแห่งในช่วงคาบเกี่ยวกัน

ซึ่งข้อถกเถียงสำคัญคือ การปฏิบัติหน้าที่ให้โรงพยาบาล และได้ค่าตอบแทน ขัดต่อกฎหมาย กสทช. มาตรา 8 ประกอบมาตรา 18 ที่ห้ามไม่ให้กรรมการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนเพื่อความเป็นกลางในการกำกับดูแลคลื่นความถี่ 

เข้าสู่กระบวนการของ “คณะกรรมการสรรหา”

เรื่องร้องเรียนดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นปมปัญหาข้อกฎหมายในขั้นตอนการเข้าสู่ตำแหน่ง จึงได้ส่งเรื่องต่อมายัง “คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.” ให้เป็นผู้ชี้ขาด 

อย่างไรก็ตามระหว่างกระบวนการตรวจสอบ ได้มีการแสดงหลักฐานใบลาออกจากหน่วยงานเดิม เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี และธนาคารกรุงเทพ เพื่อยืนยันว่าลาออกทันตามกรอบเวลา แต่หลักฐานเหล่านั้นกลับถูกตั้งข้อสังเกตจากองค์กรตรวจสอบว่า อาจเป็นการทำเอกสารย้อนหลังในวันหยุดทำการ หรือไม่?

มติเอกฉันท์ชี้ขาด “ขาดคุณสมบัติ-สละสิทธิ”

หลังยืดเยื้อมานาน เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา ทาง คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ประชุมพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียด และมีมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดว่า นพ.สรณ “ขาดคุณสมบัติ” เนื่องจากไม่ได้สละสิทธิหรือลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานอื่นให้ครบถ้วนภายในกรอบเวลาตามที่กฎหมายกำหนด 

ในทางกฎหมายปกครอง คณะกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยว่ากรณีนี้เข้าข่ายเป็นการ “สละสิทธิ” ซึ่งส่งผลกระทบย้อนหลังเสมือนว่า นพ.สรณ “ไม่มีสภาพเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น” และมตินี้ถือเป็นที่สุดในระดับฝ่ายบริหาร ไม่สามารถอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีได้ 

ซึ่งหลังจากคณะกรรมการมีมติแล้ว ให้ส่งเรื่องกลับไปยังหน่วยงานที่ส่งเรื่องมา โดยต้องดูว่า จะมีการแจ้งมติอย่างเป็นทางการไปยังสำนักเลขาฯ ครม. และต้องติดตามต่อว่า นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลฯ ให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. รวมถึงการเข้าสู่กระบวนการสรรหา กสทช. คนใหม่ มาทดแทนเมื่อใด.