เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า จากการเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดตั้งกรอบการหารือด้านความมั่นคงแบบ “2+2” ซึ่งจะเป็นเวทีหารือร่วมระหว่าง รมว.ต่างประเทศ และ รมว.กลาโหม ของไทยและจีน เพื่อยกระดับการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้มีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและหยิบยกขึ้นหารือเป็นลำดับแรก คือการเร่งปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนในหลายประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามการค้ามนุษย์ การสกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงิน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ไม่สามารถอาศัยเพียงความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและกัมพูชา เพื่อร่วมกันตัดวงจรและทลายเครือข่ายอาชญากรรมที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดนให้หมดไปอย่างเป็นรูปธรรม
นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ได้หยิบยกปัญหากลุ่มธุรกิจสีเทาที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยขึ้นมาหารือเพิ่มเติม โดยเน้นย้ำจุดยืนว่า รัฐบาลไทยมุ่งส่งเสริมเฉพาะการลงทุนที่มีคุณภาพ มีความยั่งยืน และนักลงทุนต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด แม้ว่ากลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้จะเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนโดยรวมของจีนในไทย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทำผิดกฎหมายขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและจิตใจของประชาชนชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายไทยจึงได้ขอให้ทางการจีนให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว
“การลงทุนที่ว่าในกลุ่มธุรกิจสีเทา แล้วก็อาจจะเป็นส่วนน้อย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์พวกนี้ ย่อมจะมีการสร้างความรู้สึกในหมู่คนไทย เราก็อยากจะให้จีนคำนึงถึงความรู้สึกของคนไทยด้วย” นายสีหศักดิ์ กล่าว.



