ในที่สุดการปรับหลักเกณฑ์บัตรคนจน หรือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ก็ได้ฤกษ์เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังก่อนหน้ารัฐบาลถูกกระแสต่อต้าน จากการวางเงื่อนไขบางประการ และมีผลทำให้คะแนนนิยมรัฐบาลลดลง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 ก.ค.นี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอการทบทวนเงื่อนไข และหลักเกณฑ์การได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 ให้พิจารณา ซึ่งเป็นการทบทวนมติ ครม.เดิม เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา โดยจะมีการยกเว้นไม่นำหลักเกณฑ์ การลดหย่อนภาษีบิดามารดามาใช้ การตัดเกณฑ์หนี้สินเกษตรกร วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้จะเสนอขอความเห็นชอบ ให้นำกลุ่มตกหล่น ที่กระทรวงมหาดไทยเพิ่งสำรวจ พบอีกกว่า 5 ล้านคน เข้าคัดกรองรับสิทธิด้วย

“ขอย้ำว่าทุกคนที่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งคนเก่าและคนใหม่ จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ส่วนหลายคนกังวลงบประมาณไม่เพียงพอ เพราะจำนวนผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการเพิ่มขึ้นนั้น ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลบริหารจัดการได้ โดยปีงบประมาณ 70 จัดสรรงบประมาณไว้กว่า 40,000 ล้านบาท หากงบที่เตรียมไว้ไม่พอ ก็จะไปหาทางเพิ่มให้ได้” รองนายกฯ กล่าวและว่า ส่วนเรื่องการทบทวนค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการนั้น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ อยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อปฏิรูประบบราชการทั้งระบบ ไม่ให้เงินงบประมาณรั่วไหล โดยจะปิดจุดอ่อนทุกจุด เพื่อให้การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด

ด้าน “นายลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเสนอเงื่อนไขคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ เพื่อให้ ครม.พิจารณาอนุมัติว่าเกณฑ์ใดใช้ และเกณฑ์ใดไม่ใช้ ในการคัดกรองคุณสมบัติครั้งนี้ จากนั้นจะนำมาประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งจะประชุมวันที่ 16 ก.ค. 69 เพื่อประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติวันที่ 17 ก.ค. 69

“เมื่อคัดกรองแล้วและได้จำนวนผู้ได้รับสิทธิ จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ไม่ต้องเสนอ ครม.อนุมัติ ส่วนจำนวนจะเพิ่มหรือลดลง ต้องรอหลักเกณฑ์จาก ครม.อีกครั้ง ซึ่งทุกคนก็ทราบแล้วว่าไม่ใช้เกณฑ์ใดบ้าง และข้อมูลเชื่อมกันหมดแล้ว ดังนั้นไม่ยากในการคัดกรอง เมื่อเข้าที่ประชุมวันที่ 16 ก.ค. นี้ วันที่ 17 ก.ค. สามารถประกาศรายชื่อได้” นายลวรณ กล่าว

ยอมรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ถือว่ามีความหมายกับมีผู้รายได้น้อย และคนยากจน การไม่นำหลักเกณฑ์ การลดหย่อนภาษีบิดามารดา และ การตัดเกณฑ์หนี้สินเกษตรกร วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท และเพิ่มจำนวนอีกกว่า 5 ล้านคน เข้าคัดกรองรับสิทธิด้วย ถือว่ามีนัยสำคัญ และอาจส่งผลถึงความนิยมของคนรากหญ้า และคนมีรายได้น้อย

ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบรัฐบาล ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ด้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังใช้แพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล ว่า เป็นการเตรียมความพร้อมตามปกติ และจะมีการปรึกษาหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น ไปจนถึงโครงการรัฐบาล ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเกี่ยวข้องกับการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ ที่ทำให้รัฐต้องจัดซื้อในราคาที่แพงเกินจริง

ซึ่งการใช้แพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ของพรรคฯ จะชี้ให้เห็นได้ว่า โครงการต่าง ๆ มีบริษัทที่เกี่ยวข้องเดิม ๆ อยู่ ทำให้การแข่งขันราคาจำกัดเกินไป ทำให้รัฐและประชาชนเสียประโยชน์ จนนำไปสู่การทุจริตคอร์รับชัน เมื่อถามต่อว่า พรรคฯ ได้ล็อกเป้ารัฐมนตรีสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับรัฐมนตรีบางคน อาจมีการหาข้อมูลแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป จะต้องหารือกันในฝ่ายค้านอีก

ด้าน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ยกเลิกการจัดทำแผนงานหรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ภายหลังออกมาตั้งข้อสังเกต อาจมีการสอดไส้โครงการไม่ชอบมาพากล รวมถึงมีแคตตาล็อกมาให้ท้องถิ่นเลือกว่า ถือเป็นความโชคดี เราได้รับข้อมูลมาก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากได้โพสต์ไปเพียงวันเดียวว่า มันมีความไม่ชอบมาพากล ก็ได้ผลที่ สถ.ยกเลิกไป แต่คิดว่าไม่จบแค่นี้ เขาจะต้องไปปรับเปลี่ยนกระบวนท่าเพื่อที่เสนอกลับเข้ามาใหม่แน่นอน

“เพราะชิ้นเค้กชิ้นนี้มันก้อนใหญ่มากถึง 2 แสนล้านบาท ทุกหน่วยงานอยากมีส่วนร่วมในการรับประโยชน์จากเงินกู้ก้อนนี้ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขที่เขาจะยื่นเข้ามาใหม่ คงไม่โจ่งครึ่มขนาดนี้ อาจจะต้องหลบๆ ซ่อนๆ มากกว่านี้ อาจทำให้การตรวจสอบลำบากมากยิ่งขึ้น เราคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ต้องขอบคุณคนที่ส่งข้อมูลให้ด้วย และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ อปท.ทุกคนที่เห็นถึงความผิดปกติ เห็นพิรุธ ไม่อยากที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ ถ้ารอบหน้า มีความผิดปกติใดๆ อีก เราเห็นว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่จะส่งข้อมูลเข้ามา จะตรวจจับความผิดปกติก่อนที่โครงการจะเริ่ม ต้องตัดก่อนที่มันจะเกิด” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า หลายๆ กระทรวงได้ยื่นโครงการผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองหลายโครงการแล้ว ทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คงต้องทำงานอย่างเข้มข้นต่อจากนี้เพื่อตรวจสอบทุกบาททุกสตางค์ ที่จะต้องมีการกู้ แล้วนำไปใช้ในโครงการต่างๆ ต้องย้ำอีกครั้งว่าโครงการนี้มันผิดฝาผิดตัวมาตั้งแต่ต้น  เราไม่สามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างจริงจัง ภายในระยะเวลา 1 ปี ถึงแม้จะมีเม็ดเงินมากถึง 2 แสนล้านบาทก็ตาม ทำอย่างไรก็ได้ให้มีการใช้เงินตรงนี้น้อยที่สุด เช่น การยกระดับสายส่งให้เป็นสายส่งสมาร์ตกริด ที่ต้องใช้งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

เชื่อว่าประเด็นการใช้งบประมาณ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท น่าจะเป็นจุดหลักที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะพบเห็นร่องรอยความผิดปกติของการนำเสนอโครงการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก่อนที่ ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) จะมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัด รธน.

“ทีมข่าวการเมือง”