ลำต้น กลม มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ลำต้นอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ทอดเลื้อยไปตามพื้น ใบประกอบ มีใบย่อยทั้งสี่ใบ รูปกรวยปลายมนเป็นรูปลิ่มคล้ายพัด มีเส้นใบแบบ dichotomous คล้ายบัวแฉก ขนาดใบกว้าง 0.6–1.5 ซม. ยาว 0.8–1.9 ซม. โคนใบสอบ ขอบใบและแผ่นใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย ไม่มีขน แผ่นใบจะงอกกออกจากตรงกลางตำแหน่งเดียวกัน 3–5 ใบ ทำให้ใบทั้งหมดรวมกันเป็นลักษณะกลม ก้านใบ ยาว 4.5–15 ซม. ใบย่อยไม่มีก้านใบ มี Sporocarp ลักษณะรีคล้ายเมล็ดถั่วเขียว ออกที่โคนก้านใบขณะอ่อนมีสีขาว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ขนาดเล็ก 2–3 ดอก กลีบดอกสีม่วง ผลแห้ง แตกได้เป็นดอกสมบูรณ์

ผักแว่นถือเป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด ในภาคอีสานผักแว่นมักนำมากินเป็นผักสดกับน้ำพริกหรือเป็นเครื่องเคียงกับอาหารชนิดต่าง ๆ โดยสามารถนำมากินสดได้ทั้ง ใบอ่อน ก้านใบ และยอดอ่อน หรือนำมาปรุงเป็นอาหารรูปแบบอื่น ๆ เช่น แกงผักแว่น ผัดเผ็ดหมูผักแว่น

แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าผักแว่นนั้นมีประโยชน์  ช่วยเป็นยาบำรุงธาตุช่วยเจริญอาหาร แก้ฝีในลำคอ ช่วยถอนพิษทั่วไป ช่วยลดไข้ แก้หวัด แก้ตัวร้อน แก้เจ็บคอ คอแห้ง คออักเสบ แก้ปวดท้อง แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้อุจจาระเป็นเลือด และกระเพาะอาหาร แก้เคล็ดขัดยอก แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้อาการปากเปื่อย

นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาภายนอก รักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำละเอียด คั้นเอาน้ำทาบริเวณแผล ซึ่งช่วยสมานแผล เร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองและลดการอักเสบ ส่วนน้ำต้มใบสด : รสจืดเย็นฝาดหวานเล็กน้อย สมานแผลในปากและลำคอ ดื่มระงับอาการร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย

ส่วนข้อควรระวัง ผักแว่น เป็นพืชผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญๆ หลายชนิด จึงเหมาะแก่การนำไปรับประทานเป็นอาหาร แต่ในการนำไปใช้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาด และปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายา ไม่ควรใช้ในขนาดที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ต่อเนื่องนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้