นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยกรณีที่สังคมให้ความสนใจและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจชนิดสัตว์น้ำในผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง ว่า การดำเนินการเป็นไปตามเทคนิคมาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล โดยใช้หลักสัณฐานวิทยา (Morphology Identification) และหลักอนุกรมวิธาน (Taxonomy)  ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่กรมประมงใช้ตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการส่งออกและผ่านการประเมินจากประเทศคู่ค้า อาทิ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี อย่างต่อเนื่อง

สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ส่งมาให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จำนวน 3 ชุดตัวอย่าง กรมประมงตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานสัตว์น้ำ และจัดทำรายงานผลส่งกลับให้ อย. ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 โดยพบว่า ชุดที่ 1 ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป บรรจุกระป๋อง ปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ ตราโบนัส จำนวน 10 กระป๋อง ผลการจำแนกชนิดทางกายภาพ  พบเป็นปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศทั้ง 10 กระป๋อง ชุดที่ 2 ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง ไม่ติดฉลาก จำนวน 4 กระป๋อง ผลการจำแนกชนิดทางกายภาพ พบเป็นปลานิลในซอสมะเขือเทศ ทั้ง 4 กระป๋อง ชุดที่ 3 ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง ไม่ติดฉลาก จำนวน 6 กระป๋อง ผลการจำแนกชนิดทางกายภาพ พบเป็นปลานิลในซอสมะเขือเทศ ทั้ง 6 กระป๋อง

การจำแนกชนิดปลากระป๋องสามารถใช้หลักทางสัณฐานวิทยา ในการจำแนกปลานิลและปลาหมอคางดำได้ เนื่องจากปลาทั้งสองชนิดมีลักษณะจำเพาะตามหลักอนุกรมวิธาน เช่น จำนวนแถวเกล็ดเหนือเส้นข้างลำตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับการตรวจวิเคราะห์ด้วยลำดับเบสดีเอ็นเอ (DNA sequencing) นั้น เป็นอีกหนึ่งเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่มีความจำเพาะ แต่การเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจวิเคราะห์จะต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนในระดับโมเลกุล ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง จากนั้นจึงนำข้อมูลลำดับเบสดีเอ็นเอมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลลำดับพันธุกรรม (GenBank) ซึ่งทั้งสองวิธีล้วนเป็นที่ยอมรับตามหลักวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากล 

กรณีผลการตรวจของหน่วยงานอื่นแตกต่างจากผลการตรวจของกรมประมง ในทางวิชาการจำเป็นต้องพิจารณาว่าเป็นตัวอย่างจากรุ่นการผลิตเดียวกันหรือกระป๋องเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากโรงงานอาจใช้วัตถุดิบจากหลายแหล่งในแต่ละรุ่นการผลิต และกรณีที่มีปัจจัยแวดล้อมของตัวอย่างที่ตรวจต่างกันก็ส่งผลให้มีผลการจำแนกชนิดที่แตกต่างกันได้ ในส่วนของการควบคุมคุณภาพอาหารและการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ (Traceability) เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งกำกับดูแลโรงงานผลิตอาหารภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

ส่วนการแก้ไขปัญหา กรมประมงยังคงดำเนินการอย่างบูรณาการในการกำจัดออกให้มากที่สุดแล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบอาหารคน (ปลาแดดเดียว ปลาร้า น้ำปลา) อาหารสัตว์ (ปลาป่น ปลาเหยื่อของปูทะเล) อาหารพืช (น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ) อีกทั้ง กรมประมงยังสร้างการรับรู้ด้านการแปรรูปเพื่อการบริโภค (ระยะที่ 2) ณ ตลาดนัดกรมประมงในวันที่ 14, 21 และ 28 สิงหาคม 2569 เพื่อเผยแพร่เมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ อาทิ ทอดมัน ขนมจีน ซาโมซ่า ซาลาเปา ไส้อั่ว จ๊อปลา และปลาแดดเดียว นอกจากนี้ยังมีมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำโดยใช้ปลานักล่า อาทิ ปลากะพงขาว ปลาอีกง

สำหรับงบประมาณในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ อธิบดีกรมประมงชี้แจงว่า กรมประมงได้เสนอคำของบประมาณปี 2570 วงเงินประมาณ 19.35 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 กิจกรรมย่อย ได้แก่ 1) การประเมินความชุกชุมและการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ 2) กิจกรรมลงแขกลงคลอง 3) การผลิตและปล่อยสัตว์น้ำผู้ล่าเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ และ 4) งานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพการควบคุมการแพร่กระจายปลาหมอคางดำด้วยชีวเทคนิค โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมย่อยภายใต้โครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมง จึงไม่ปรากฏเป็นรายการแยกในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แต่ยังคงมีการดำเนินงานในแผนงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งทุนต่าง ๆ  เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ