จนเจอแรงต้าน ทำ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ที่มีขุนคลังอย่าง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นรมว.คลัง ถอยแบบไม่เป็นท่า เพราะคิดนโยบายจากยอดดอย ไม่ได้ลงมาคลุกฝุ่น สู้ชีวิตแบบคนหาเช้ากินค่ำ

นึกว่า รอบแรกจะเป็นบทเรียนให้รัฐบาลได้คิดอย่างรอบคอบว่า มาตรการที่นำมาให้กับคนที่มีความ “เปราะบาง” ต้องมีความเป็นธรรม และแม่นยำจริงๆ แต่ก็สุดท้าย ประกาศหลักเกณฑ์คัดกรองคนที่จะได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐล่าสุดที่ออกมา ก็เกิดดราม่าซ้ำรอยเดิม เปิดช่องว่างรัฐบาลให้ห่างจากประชาชนไปเรื่อยๆ    

เนื่องจากหลักเกณฑ์การคัดกรองที่เข้มข้น สุดโต่ง แต่กลับกลายเป็นตะแกรงตาห่าง ด้วยระบบที่ไม่แม่นยำ ข้อมูลเก่า พอเขย่าเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คนจนตัวจริงหลุดจากการได้รับสิทธิไปจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายที่ออกมากระตุกรัฐบาลว่า มาตรการที่ทำอยู่นั้นดูจะไร้หัวใจเกินไป ควรแก้ไขปรับปรุงเพื่อคัดกรองคนที่ “อยากจน” ตัวจริงออกไปให้ได้ แต่ไม่ใช่ลักษณะของการโยนภาระให้ประชาชนเช่นนี้

โดย “ไหม ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง วางแผนลดจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว โดยสังเกตได้จากการตั้งงบประมาณไว้เพียง 4.2 หมื่นล้าน จากเดิมที่เคยใช้ราวๆ 5 หมื่นกว่าล้านบาท ดังนั้นทางรัฐบาลคิดเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าจำเป็นที่จะต้องลดจำนวนผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ได้ให้เหลือประมาณ 9-10 ล้านคน จึงกลายเป็นว่ามีการปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น แต่ทำให้คนจนจริงตกหล่น

“คนที่ตกหล่นคุณสมบัติทั้งที่เป็นคนที่เดือดร้อนจริง บางเกณฑ์เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง คุณสมบัติกลายเป็นว่าไม่ถูก จากที่ไม่มีรถ ก็กลายเป็นว่ามีรถ ไม่ใช่ของตัวเองแต่อาจจะมีคนเอาชื่อไปสวมสิทธิหรือบางกรณี ที่ดินที่ตัวเองมีที่ที่คิดว่าไม่มี ก็กลายเป็นมีที่ดินเกิน 10 ไร่ รถมอเตอร์ไซค์ที่มีเกิน 1 คัน แต่ถ้าลูกเอาชื่อไปใส่ ก็ทำให้ตัวเองหลุดจากการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเช่นกัน”

ขณะที่ “พิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์” งานนี้เจ้าตัวลงพื้นที่นั่งคุยกับชาวบ้าน รับฟังปัญหาความเดือดร้อนอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนเสียงไปในทิศทางเดียวกันว่า คนจน ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐได้ยากมาก  ติดเงื่อนไข หลักเกณฑ์คัดกรองที่ซับซ้อน ไม่สะท้อนความจริงในชีวิต  โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มักจะถูกนำเกณฑ์หนี้สินมาตัดสิทธิ เสียโอกาสเข้าถึงโครงการเยียวยา แม้กระทั่งคนล้างจานยังโดนตัดสิทธิ

แม้จะมีระบบอุทธรณ์ แต่กี่ครั้งแล้วที่รัฐบาลเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนรากหญ้า ด้วยการต้องหาหลักฐานมายืนยันความจน…กี่ครั้งที่ต้องปาดน้ำตาไปติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกครั้งล้วนแต่มีค่าใช้จ่าย ทั้งค่าดำเนินการ ค่าเดินทาง ค่าที่ต้องขาดงาน นำมาสู่การขาดรายได้ที่อาจจะเป็นค่าข้าวของคนทั้งครอบครัวในมื้อนั้น

“ความจนมันน่ากลัว” แต่รัฐบาลยังให้ชาวบ้านต้องแบกภาระ แบกรัฐบาลอีกถึง 4 ปี ตอนนี้ชาวบ้านเขาทดไว้ในใจแล้วนะ.