เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 69 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลตรวจ DNA ปลากระป๋อง ที่มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากปลาหมอคางดำ ว่า ได้นำปลากระป๋องที่ได้รับจากประชาชน ไปตรวจในหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งที่อยู่ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่ได้รับการประสานกลับมาว่าไม่สามารถตรวจสอบให้ได้ เนื่องจากมีผู้บริหารมองว่า เป็นประเด็นทางการเมือง จากนั้นจึงขอความร่วมมือไปยังไบโอไทย (BIOTHAI) เพื่อประสานส่งตรวจที่ศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อาหารทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลตรวจออกมายืนยันปลากระป๋องจากโรงงานในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม เป็นปลากระป๋องที่ไม่ได้เป็นข่าวนั้น พบว่าเป็นปลานิล ส่วนอีกตัวอย่างเป็นปลากระป๋องจากโรงงานที่ปรากฏเป็นข่าว ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ที่กรมประมงและสคบ. ลงพื้นที่ไปตรวจอายัดไว้ และมีผลยืนยันก่อนหน้านี้ว่าเป็นปลานิลนั้น แต่ผลตรวจแล็บซึ่งใช้การนำชิ้นปลา 3 ชิ้น ตรวจพิสูจน์ 3 แบบ ยืนยัน 8 ครั้ง ตรงกับ DNA Bank ที่กรมประมงเก็บไว้ตรงกันว่า เป็นปลาหมอคางดำ  

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ช่วงปีที่ผ่านมา กรมประมง กวาดล้างปลาหมอคางดำ โดยใช้งบประมาณการยาง ไปซื้อมาหลายล้านกิโลกรัม และบอกกับประชาชนว่า ไปทำน้ำหมัก ไปทำปุ๋ย ผ่านมาหนึ่งปี กลับพบปลาว่าไปอยู่ในปลากระป๋อง เรื่องนี้จึงต้องตามต่อและต้องดำเนินการกับคนที่เกี่ยวข้อง ในฐานะละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากที่ทราบข้อมูลทั้งหมดวันนี้ จะส่งเรื่องไปยัง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อสอบถามว่าจะรับผิดชอบอย่างไร ในฐานะที่ข้าราชการใต้กำกับดูแล ไปยืนยันให้เอกชนว่า หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ใช่  จึงมีความสงสัยว่าทำไมต้องเร่งรัดไปยืนยัน เพื่อตัดตอนกระบวนการเหล่านี้ จะติดตามเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ในกรรมาธิการ (กมธ.) ทั้งนี้ สถานการณ์ปลาหมอคางดำในขณะนี้ รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา 2-3 เท่าตัว แต่วิธีการของกรมประมง กลับไม่มีทิศทาง งบประมาณปี 70 ไม่มีแม้แต่บาทเดียว ที่เขียนเงื่อนไขว่าจะแก้ไขหรือกำจัดปัญหาปลาหมอคางดำ ทำไมเรื่องนี้จึงมองว่า ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน ทั้งที่เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก

น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผอ.ไบโอไทย กล่าวว่า ผลตรวจปลากระป๋องด้วยวิธีการดีเอ็นเอมินิบาร์โค้ดดิ้ง ยืนยันว่าปลากระป๋องยี่ห้อปิ่นทองจากสมุทรสงคราม เป็นปลานิล ระดับความเชื่อมั่น สอดคล้องอยู่ที่ 99.03-99.35% ส่วนยี่ห้อดอกตันหยง ของบริษัทศรีรุ้งงาม เป็นปลาหมอคางดำ

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การนำปลาหมอคางดำมาทำเป็นปลากระป๋อง ผู้บริโภคไม่ได้เดือดร้อน เพราะปลาก็กินได้เหมือนกัน แต่ควรระบุให้ตรงว่า เป็นปลาหมอคางดำ ถ้าระบุใช้ปลาซาร์ดีน ก็บอกว่าเป็นปลาซาร์ดีน แต่หน่วยงานอย่าง อย.เรียกเก็บไปกว่าหมื่นกระป๋อง กลับไม่ตรวจสอบ ได้งบน้อยหรืออย่างไร ส่วนอธิบดีกรมประมง เป็นถึงอธิบดีกลับออกมาการันตีว่าเป็นปลานิล ก่อนที่จะมีการตรวจสอบ พูดเรื่องไม่จริงสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้ประชาชน ไม่เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร สะท้อนถึงความไม่รู้จักปลา หากภาคประชาชนไม่ขยับ หน่วยงานรัฐก็ไม่ขยับ ไม่สนใจ ทั้งๆ ที่ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคชัดเจน ดังนั้นเมื่อผลตรวจยืนยันเช่นนี้ จะต้องตามต่อถึงที่มา และลงโทษ ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่า สภาผู้บริโภคเห็นปัญหาเรื่องอาหารไม่ปลอดภัยเยอะ เช่นปัญหาน้ำมะพร้าว อย. ตรวจไม่ได้ เพราะไม่มีมาตรฐานน้ำมะพร้าวแท้ ทั้งๆ ที่ประเทศไทย มีมะพร้าวจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้มีการเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.อาหารปลอดภัยฉบับใหม่ เพราะอาหารไม่ปลอดภัยเลยมาแล้ว 2 ปี พ.ร.บ. ฉบับเก่าล้าสมัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ มีบทลงโทษน้อย

เมื่อถามต่อว่า กรณีที่กรมประมงดำเนินการเพียงตรวจอัตลักษณ์แล้วยืนยันผลเลยว่าเป็นปลานิล โดยไม่ได้มีการตรวจลึกถึงดีเอ็นเอ มองว่าเป็นเพียงความสะเพร่า หรือจงใจที่จะให้ข้อมูลเท็จหรือไม่ นายณัฐชา กล่าวว่า ความบกพร่องนั้นชัดเจน เพราะตอนนั้นประชาชนตั้งคำถามตัวโตๆ ว่าข้อมูลท่านจะคลาดเคลื่อน จริงเท็จอย่างไร ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจนก่อนจะมานำเสนอ ซึ่งวันนั้นเรามีการทวงถามว่าท่านตรวจด้วยวิธีการใด แต่กลับไม่มีการเปิดเผย มีแค่การระบุว่าตรวจแล้ว ไม่เป็นประเด็น มีเพียงการแจ้งไม่ตรงสลากอย่างเดียว จบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้น

“ดังนั้นผมถึงถามว่า วันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทราบแล้วหรือยัง มีกระบวนการดำเนินการอย่างอื่นแล้วหรือยัง และหลังผมดำเนินการส่งเอกสารข้อมูลต่างๆ ให้แล้ว ท่านจะดำเนินการอย่างไร” นายณัฐชา กล่าวและว่า ในส่วนของหน่วยงานที่เราจะมีการส่งดำเนินคดีนั้น เบื้องต้นมีทั้งกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ และอาจรวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  ที่ร่วมกันแถลงยืนยันว่าปลาที่ใช้ทำปลากระป๋องนั้นคือปลาหมอคางดำ.