เมื่อวันที่ 12 ส.ค.รายการโหนกระแสวันนี้  พูดคุยประเด็นที่เกิดขึ้น ณ วัดป่าอดุลยาราม จ. ขอนแก่น ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดยมีเหตุการณ์ที่กลุ่มบุคคลบุกเข้าไปนำท่อปูนกลวงไปตั้งขวางหน้าวัดแล้วเทปูนใส่ พร้อมทั้งติดป้ายประกาศห้ามคนเข้า-ออก จนสร้างความสงสัยให้กับสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น

สาเหตุมาจากมีบุคคลกล่าวอ้างว่า เป็นทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมและถือสิทธิ์ในที่ดินที่วัดตั้งอยู่ โดยย้อนกลับไปในอดีต เจ้าของที่ดินเดิมคือ ‘นายเฮียง’ ได้มอบที่ดินแปลงนี้ให้วัดเพื่อสร้างวัด ซึ่งเดิมที่ดินมีโฉนด 21 ไร่ และที่ดินที่ไม่มีโฉนด (สค. 1) อีก 5 ไร่ ภายหลังจากนายเฮียงเสียชีวิต ภรรยาของนายเฮียงได้มาทวงที่ดินคืนและมีการฟ้องร้องกันถึง 3 ศาล ซึ่งผลปรากฏว่าที่ดินยังคงเป็นของวัด จนกระทั่งภรรยาของนายเฮียงเสียชีวิต ลูกซึ่งเป็นทายาทคนต่อมาจึงได้เข้ามาอ้างสิทธิ์

ลูกสาวของนายเฮียงมีการร้องเรียนว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นสินสมรสที่ต้องได้รับการอนุญาตจากทั้งสองฝ่ายก่อน และอ้างว่ามีกฎหมายเฉพาะที่ทำให้ที่ดินยังคงเป็นของนายเฮียงอยู่ โดยศาลไม่มีสิทธิ์เอาที่ดินไปให้คนอื่นแม้กระทั่งวัด

ในรายการจะได้พูดคุยกับ พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งมาพร้อมกับพระอาจารย์ศตวรรษ พระเลขาฯ, ทนายโกวิทย์ แสงสากล หรือทนายบอย ซึ่งเป็นทนายของวัด, คุณอดุลย์ มัคนายกฐ, คุณนัท ลูกศิษย์วัด และคุณสมจิตร ซึ่งเป็นอุบาสิกา นอกจากนี้ยังมี ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ จะมาเป็นทนายคนกลางให้ความรู้ด้านกฎหมายที่ดิน

เจ้าอาวาส ได้อธิบายความเป็นมาว่า นายเฮียงได้ถวายโฉนดให้วัดเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2533 ต่อหน้าหลวงพ่อเพยซึ่งเป็นรักษาการเจ้าอาวาสในขณะนั้น หลังจากนั้นได้นำโฉนดไปทำนิติกรรมยกที่ดินให้สร้างวัด ณ ที่ว่าการอำเภอ ต่อหน้านายอำเภอและพนักงานที่ดิน โดยมีนายเคน เป็นผู้นำสัญญาไปสร้างวัด

แต่เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นเพียงที่พักสงฆ์ ต่อมาได้รับอนุญาตให้สร้างวัดในปี 2535 จากกรมการศาสนา และประกาศตั้งวัดอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิ.ย. 2541 โดยกระทรวงศึกษาธิการ

ในด้านรายละเอียดที่ดิน วัดครอบครองพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ตามโฉนด และมีที่ดินอีกประมาณ 5 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นที่อยู่ของแม่ชีและเป็นที่ดิน สค. 1 ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์

ทนายบอยกล่าวเสริมว่า ที่ดิน 5 ไร่นั้นเป็นที่หัวไร่ปลายนาที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์จริง ๆ ซึ่งในขณะนั้นหากไม่มีใครจับจองแต่วัดเข้าไปครอบครอง วัดก็จะได้สิทธิ์ เจ้าอาวาสเคยไปสอบถามที่สำนักงานที่ดินว่า เหตุใดที่ดินถึงไม่เต็มแปลง ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าสิทธิ์ครอบครองของนายเฮียงไปไม่ถึงจุดที่ออกโฉนด 5 ไร่นั้น สิทธิ์จึงขาดอยู่

ปัญหาเริ่มเกิดในช่วงปี 2544 หรือ 2547 เมื่อภรรยาและทายาทของนายเฮียงได้ไปฟ้องศาลเพื่อขับไล่ชีออกจากที่ดิน 5 ไร่ และขอเพิกถอนนิติกรรมที่ยกที่ดิน 21 ไร่ให้สร้างวัด ในการต่อสู้คดีทั้ง 3 ศาล ภรรยาของนายเฮียงได้เบิกความยอมรับต่อศาลว่า ไม่ประสงค์จะเอาที่ดิน 21 ไร่คืน เนื่องจากเป็นเจตนารมณ์ของนายเฮียงที่ต้องการมอบให้วัด ศาลจึงมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2548 ว่านิติกรรมการยกที่ดินฉบับดังกล่าวสมบูรณ์ ทำให้เรื่องที่ดิน 21 ไร่ควรจะจบลงไปแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทายาทได้กลับมาฟ้องร้องใหม่รวมทั้งที่ดิน 21 ไร่และ 5 ไร่ ทนายตุ๋ยได้ให้ความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องใหม่อีกครั้งว่า มองว่าอาจเป็นการตั้งประเด็นใหม่ ซึ่งต้องพิจารณาว่าเป็นการฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีเดิมหรือไม่

หนุ่ม กรรชัย สรุปข้อมูลที่ได้รับจากทนายบอยว่า ในอดีตนายเฮียงซึ่งเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ ได้มอบที่ดินรวมทั้งหมดประมาณ 26 ไร่ให้กับทางวัด โดยวัดเริ่มก่อสร้างในปี 2535 และต่อมาในปี 2541 กระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศตั้งวัดอย่างเป็นทางการ นายเฮียงซึ่งเป็นเจ้าของเดิมได้เสียชีวิตลง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเสียชีวิตในปี 2534 และหลังจากนั้นในปี 2535 พระครูอดุลสรนิเทศก็ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส

ประเด็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในช่วงปี 2544-2547 เมื่อภรรยาของนายเฮียงได้ยื่นฟ้องร้องเกี่ยวกับที่ดินทั้งหมด 26 ไร่ ซึ่งจากการรังวัดพบว่าที่ดินแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่มีโฉนดจำนวน 21 ไร่ และที่ดินที่เกินออกมาอีกประมาณ 5 ไร่ โดยทนายบอยอธิบายรายละเอียดว่า ที่ดิน 21 ไร่นั้น เดิมออกออกมาจาก สค. 1 ส่วนที่ดินอีก 5 ไร่ เป็นส่วนที่การครอบครองเดิมไปไม่ถึง จึงกลายเป็นที่ดินสองแปลงแยกกัน

ในคดีดังกล่าว ทางฝั่งภรรยาของนายเฮียงได้ยื่นฟ้องแยกเป็นสองแปลง ทั้งแปลง 21 ไร่ที่มีโฉนด และแปลง 5 ไร่ที่เกินออกมา ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้นในขณะนั้น ศาลได้ยกฟ้องในส่วนของที่ดิน 21 ไร่ เนื่องจากมีการพูดคุยกันและทางภรรยาของนายเฮียงระบุว่าไม่ติดใจ ตามที่ปรากฏในคำพิพากษา ทำให้ที่ดิน 21 ไร่ตกเป็นของวัดในครั้งนั้น สำหรับที่ดินอีก 5 ไร่ ศาลพิจารณาว่าภรรยาของนายเฮียงไม่ใช่ผู้ครอบครองที่แท้จริง จึงยกฟ้องเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทนายบอยให้ข้อสังเกตว่า ในตอนนั้นวัดไม่ได้ฟ้องแย้งเพื่อให้ศาลแสดงสิทธิครอบครองของวัด ศาลจึงไม่ได้วินิจฉัยสิทธิให้วัดโดยตรงในคดีนั้น เพียงแต่วัดยังคงครอบครองที่ดิน 5 ไร่นี้อยู่ตามปกติ

ต่อมามีการอุทธรณ์คดี โดยทายาทติดใจเฉพาะประเด็นที่ดิน 5 ไร่ ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคือให้ยกฟ้อง และเมื่อมีการยื่นฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่รับฎีกา เนื่องจากเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ชอบด้วยเหตุผลแล้ว คดีจึงถือว่ายุติลงในปี 2555 โดยผลคือที่ดิน 26 ไร่ควรจะเป็นของวัดตามกระบวนการของศาล

ทว่าปัญหาใหม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากหลังคำพิพากษา แม้ศาลจะเห็นว่าการให้ที่ดินนั้นสมบูรณ์ แต่หน้าโฉนดยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อจากนายเฮียงมาเป็นชื่อของวัด ทนายบอยระบุว่า ในช่วงปี 2560 หรือ 2561 หลังจากที่ภรรยาของนายเฮียงเสียชีวิตลง ลูกซึ่งเป็นทายาทได้นำโฉนดที่ดินที่ยังเป็นชื่อของนายเฮียงไปร้องขอต่อศาล เพื่อตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก จากนั้นได้ดำเนินการยื่นเรื่องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน 21 ไร่ออกเป็นประมาณ 9 ถึง 10 แปลง และขอออกโฉนดที่ดินในส่วน 5 ไร่ที่เหลือ โดยอ้างสิทธิในฐานะทายาทเพราะชื่อในโฉนดยังเป็นของบิดา

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามเจ้าอาวาสถึงสาเหตุที่ไม่เปลี่ยนชื่อในโฉนดให้เป็นชื่อวัดตั้งแต่ตอนชนะคดี หลวงพ่อชี้แจงว่า ในตอนนั้นมีทนายความอีกคนเป็นผู้ดูแลคดี ซึ่งหลวงพ่อเองยอมรับว่าไม่ทราบเรื่องข้อกฎหมาย รู้เพียงแต่ว่าศาลประกาศให้ชนะคดีและได้เป็นวัดแล้ว

ขณะที่ทนายตุ๋ยได้ให้ความเห็นทางกฎหมายเพิ่มเติมว่า หากในคำฟ้องเดิมไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลสั่งโอนกรรมสิทธิ์ ศาลก็ไม่สามารถสั่งให้ได้ เพียงแต่รับรองข้อเท็จจริงว่า ที่ดินเป็นของวัด วัดจึงต้องนำคำพิพากษาไปดำเนินการขอจดทะเบียนโอนเอง แต่เมื่อยังไม่มีการโอนจึงเกิดช่องว่างให้ทายาทเข้ามา เนื่องจากกฎหมายที่ดินให้สันนิษฐานว่า ผู้ที่มีชื่อในโฉนดคือเจ้าของกรรมสิทธิ์

ในประเด็นล่าสุด ทนายบอยระบุว่า การที่ผู้จัดการมรดกยื่นขอออกโฉนดในที่ดิน 5 ไร่นั้น มีการนำชี้แนวเขตที่ไปทับซ้อนกับที่สาธารณะ จนเป็นเหตุให้ทางเทศบาลต้องเข้ามาดำเนินการคัดค้าน ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องพิจารณาในแง่กฎหมายอย่างละเอียดต่อไป เนื่องจากมีความซับซ้อนในเรื่องการอ้างสิทธิ์เหนือกรรมสิทธิ์เดิม

ปัจจุบัน ผู้จัดการมรดกได้ไปยื่นขอแบ่งแยกที่ดิน 21 ไร่ และขอออกโฉนดในที่ดิน 5 ไร่ จนมีการคัดค้านและเรื่องเข้าสู่ศาล โดยวัดได้ฟ้องแย้งยืนยันความเป็นเจ้าของ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า ที่ดิน 21 ไร่เป็นของวัด และ 5 ไร่วัดเป็นผู้ครอบครอง ปัจจุบันทายาทอยู่ระหว่างขั้นตอนขออนุญาตยื่นฎีกาตามกฎหมายใหม่

ในส่วนของเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุด พระเลขา เล่าว่า มีกลุ่มคนนำท่อปูนมาวางปิดล้อมขวางทางเข้า-ออกวัด และมีการเทปูนลงไปในท่อ กลุ่มคนดังกล่าวได้ชี้มาทางพระพร้อมพูดว่า พระมาอาศัยที่ดินคนอื่น ไม่ละอายใจบ้างหรือ และอ้างว่ามีคำพิพากษาศาลฎีกาให้ย้ายออกแล้ว ทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด หลังจากเกิดเหตุ ท่านเจ้าอาวาสได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ และต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้ามา

ทนายบอยยังระบุอีกว่า มีการนำชี้แนวเขตที่ดิน 5 ไร่ที่ขอออกโฉนดใหม่ จนไปทับซ้อนกับที่ดินของเทศบาลและทางสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวรวมแล้วมีขนาดกว่า 6 ไร่

สำหรับมูลค่าของที่ดิน หนุ่ม กรรชัย ได้รับทราบข้อมูลมาว่า ที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ราคาแพงมาก ราคาประเมินเบื้องต้นอยู่ที่ 77 ล้านบาท แต่ราคาซื้อขายจริงในพื้นที่ข้างวัดสูงถึงงานละ 15 ล้านบาท หรือไร่ละ 60 ล้านบาท ซึ่งหากคำนวณจากเนื้อที่ 26 ไร่ มูลค่ารวมจะสูงถึงประมาณ 1,500 ล้านบาท

จากนั้น คุณดา น้องสาวของผู้จัดการมรดก ซึ่งถือเป็นตัวแทนฝั่งทายาท ได้ร่วมพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ โดยตั้งข้อสงสัยว่า หากวัดดำเนินการถูกต้องตามที่กล่าวอ้าง เหตุใดโฉนดที่ดินถึงยังคงเป็นชื่อของนายเฮียงอยู่จนถึงปัจจุบัน

ขณะที่ทนายบอยได้โต้แย้งในประเด็นสินสมรสว่า ศาลเคยวินิจฉัยไปแล้วว่าภรรยานายเฮียงสละสิทธิ์ไปตั้งแต่คดีก่อน ทายาทจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษานั้นด้วย

คุณดาให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินของนายเฮียงดั้งเดิมว่า มีทั้งหมด 42 ไร่ และนายเฮียงมีบุตรทั้งหมด 9 คน ทั้งลูกชายและลูกสาว ไม่ได้มีลูกเพียงคนเดียวตามที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยนายเฮียงได้จดทะเบียนสมรสกับภรรยามาตั้งแต่ปี 2481 ความเป็นมาของที่ดิน 42 ไร่นี้ออกตาม สค. 1 เลขที่ 56 ซึ่งในเวลาต่อมาที่ดินส่วนหนึ่ง จำนวน 10 ไร่ ได้บริจาคให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น และถูกเวนคืนเพื่อทำถนนเทศบาลไปอีกเกือบ 5 ไร่ ทำให้เหลือที่ดินที่เป็นโฉนด 21 ไร่ และที่ดินหัวไร่ปลายนาตาม สค. 1 อีกประมาณ 6 ไร่เศษ โดยโฉนด 21 ไร่นั้นออกตาม สค. 1 เลขที่ 56 ในปี 2533 ซึ่งนายเฮียงในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่บ้านและพอมีความรู้ ได้มีเงื่อนไขในการมอบที่ดินให้สร้างวัดว่า จะต้องเป็นวัดที่สมบูรณ์แล้วเท่านั้นถึงจะทำนิติกรรมโอนให้

คุณดาได้ตั้งคำถามถึงโฉนดที่ดินฉบับจริงว่า เหตุใดหลวงพ่อถึงไม่นำมาแสดงในรายการ และเหตุใดถึงมีเพียงสำเนาถ่ายเอกสารมาแสดงเท่านั้น โดยเธอกล่าวอ้างว่าเคยเห็นหลวงพ่อติดประกาศที่วัดว่าจะเอาไปฝากไว้ที่สำนักพุทธ หรือจะเอาไปไว้ที่ธนาคารหรือนำไปจำนอง ซึ่งหลวงพ่อได้ตอบคำถามคุณหนุ่มว่าโฉนดจริงยังอยู่ที่วัดแต่ที่ไม่ได้พกมาเพราะไม่ทราบว่าต้องนำมาด้วย ส่วนคุณดาได้ย้ำข้อมูลว่านายเฮียงมอบที่ดินให้เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2533 และนายเฮียงเสียชีวิตในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2534 แต่เหตุใดวัดเพิ่งจะมาออกเอกสารจัดตั้งวัดในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งเธอมองว่านายเฮียงเสียชีวิตไปก่อนที่วัดจะสร้างเสร็จ และเธอกำลังสู้ในประเด็นที่ว่าเจตนารมณ์ของนายเฮียงคือวัดต้องแล้วเสร็จก่อนถึงจะมีการมอบที่ดินให้จริง

นอกจากนี้คุณดายังกล่าวอ้างว่า วัดยังไม่ได้สร้างเลยในตอนที่นายเฮียงเสียชีวิต และเธอกำลังพูดถึงเรื่องกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาโหดร้ายที่จะไปขับไล่หลวงพ่อ แต่เธอเชื่อว่ามีคนอยู่เบื้องหลังหลวงพ่อ และกล่าวหาว่าหลวงพ่อไปเขียนชื่อตัวเองใส่ในโฉนดจนไม่กล้าเอาโฉนดจริงมาแสดง

ทนายบอยได้โต้แย้งว่า เขาเคยเห็นโฉนดตัวจริงอยู่กับหลวงพ่อ และยืนยันว่ายังเป็นชื่อของนายเฮียงอยู่ ที่ไม่ได้นำมาโชว์ในศาลหรือในรายการเพราะเกรงว่าจะสูญหาย หรือตกไปอยู่ในมือคนที่ไม่หวังดีจะเกิดปัญหาได้

คุณดายอมรับในเวลาต่อมาว่า โฉนดน่าจะอยู่กับหลวงพ่อจริง แต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของนายเฮียง เธอยังระบุอีกว่า จากการตรวจสอบกับพระผู้ใหญ่ที่ดูแลภาคอีสาน ไม่พบชื่อวัดป่าอดุลยารามในทำเนียบวัด และเธอมองว่าการสร้างวัดที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีการโอนนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินภายใน 30 วันก็ไม่สามารถเป็นวัดได้

ทนายตุ๋ยในฐานะทนายคนกลางได้ชี้แจงต่อคุณดาว่า แม้กฎหมายจะสันนิษฐานว่า ผู้มีชื่อในโฉนดคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ในคดีนี้มีการฟ้องร้องและศาลมีคำวินิจฉัยแล้วว่า สัญญาการยกที่ดินให้วัดนั้นสมบูรณ์และยุติไปแล้ว ส่วนในคดีที่สองเรื่องการขอออกโฉนดที่ดิน 6 ไร่ วัดก็ได้ฟ้องแย้งยืนยันกรรมสิทธิ์เช่นกัน

สำหรับประเด็นที่ว่าที่ดินน้อยกว่า 6 ไร่สร้างวัดไม่ได้นั้น ทนายตุ๋ยแย้งว่ามหาเถรสมาคมสามารถอนุญาตได้ หากไม่ต่ำกว่า 3 ไร่ ซึ่งในคดีที่ผ่านมาน่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐมาร่วมเป็นพยาน และศาลได้พิพากษาไปตามพยานหลักฐานแล้ว

คุณดาโต้แย้งว่าต่อให้มีคำพิพากษา แต่หากทายาทมีหลักฐานถูกต้อง เจ้าหน้าที่ที่ดินก็จะไม่กล้าทำนิติกรรมให้ เพราะมีกฎหมายเฉพาะรองรับ และเธอยังพยายามขอให้อธิบดีกรมที่ดินมามาให้ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนหูตาสว่าง พร้อมทั้งเปิดประเด็นใหม่ไปที่ความไม่ชอบมาพากลภายในวัด โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของมาเฟียและมีการใช้ยาเสพติดภายในวัด

คุณนัท ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัด ได้ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมามีการตรวจปัสสาวะที่วัดมาแล้วถึง 4 ครั้ง และหากจะตรวจอีกครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งเขาก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่คุณดายืนยันข้อมูลของเธอว่า ทุกครั้งที่ตำรวจไปตรวจมักจะพบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ไม่มีการจับกุมอย่างจริงจัง ซึ่งคุณนัทบอกว่าพบฉี่ม่วงเพียงคนเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้คุณดาได้ชี้แจงว่า นายเฮียงมีลูก 9 คน โดยมีนางบัวไข เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลจังหวัดขอนแก่น และเธอก็เป็นหลานที่เข้ามาจัดการแทนทุกเรื่อง เธอยืนยันจะสู้ในมุมที่ว่า โฉนดเป็นชื่อของนายเฮียง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวเธอตามกฎหมายที่ดิน

ทนายตุ๋ยได้พยายามสอบถามคุณดาว่า หากสุดท้ายศาลพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัด คุณดาจะยอมรับคำสั่งศาลหรือไม่ แต่คุณดากลับตอบว่า เหตุที่พวกเธอไม่ยอมรับเพราะมองว่า ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นวัดจริง ๆ และเธอกำลังยื่นฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบความเป็นมาของการจัดตั้งวัด รวมถึงการเลื่อนสมณศักดิ์ของหลวงพ่อว่าถูกต้องหรือไม่

หนุ่ม กรรชัย จึงได้แจ้งข้อมูลยืนยันจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติว่า วัดป่าอดุลยาราม เป็นวัดที่ถูกต้อง 100% สังกัดมหานิกาย แต่คุณดาก็ยังคงแย้งว่าตรวจสอบไม่พบในทำเนียบวัด แม้ผู้ร่วมรายการจะพยายามบอกว่าที่คุณดาไปตรวจสอบนั้นเป็นธรรมยุต แต่คุณดายังคงยืนยันอย่างมั่นใจว่าดูทั้งประเทศ ไม่ต้องให้ทนายที่ไหนไปเช็กเพราะเธอไปเช็กมาเอง

คุณดาได้เปิดประเด็นเรื่อง นางบัวเรียน ซึ่งเป็นลูกสาวของนายเฮียง และเป็นผู้รับมอบอำนาจฟ้องในคดีแรกว่า มีความสนิทสนมกับหลวงพ่อ และกล่าวอ้างว่ามีการพูดคุยเรื่องจะนำโฉนดไปขาย ซึ่งหลวงพ่อชี้แจงว่ารู้จักนางบัวเรียนในฐานะผู้ฟ้องคดีในชั้นต้นร่วมกับแม่ของเธอจริง แต่คุณดาพยายามย้ำว่าการกระทำของนางบัวเรียนในตอนนั้น พี่น้องคนอื่น ๆ อีก 8 คนไม่ได้รับทราบหรือเซ็นยินยอมด้วย ซึ่งในทางกฎหมายที่ดินนั้นทรัพย์สินต้องผ่านความเห็นชอบจากทายาททุกคน ทนายตุ๋ยได้ย้ำว่า การจะนำที่ดินตรงนั้นไปขายไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ และยิ่งเป็นที่วัดนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ตามกฎหมาย

หนุ่ม กรรชัย ได้ถามย้ำว่า หากในที่สุดศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของวัด และต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้วัด คุณดาจะยอมรับได้หรือไม่ ซึ่งคุณดาปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้โดยอ้างว่า ในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นวัดตามข้อมูลที่เธอมี เธอให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า เมื่อนายเฮียงผู้มีเจตนาอุทิศที่ดินเสียชีวิตลง การให้นั้นย่อมถือเป็นโมฆะ และเธอมองว่าสถานะของวัดยังไม่มีความชอบธรรม

ขณะที่ทนายตุ๋ยได้พยายามชี้แจงว่ าเรื่องสถานะของวัดกับกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินนั้นเป็นคนละประเด็นกัน แต่คุณดายังคงยืนยันอย่างหนักแน่นในกรรมสิทธิ์ของครอบครัวตนเอง

ประเด็นเรื่องสิทธิ์ในการขับไล่พระออกจากพื้นที่ หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามว่า คุณดาใช้สิทธิ์อะไรในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคุณดาตอบชัดเจนว่า อ้างอิงจากกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง ซึ่งทางทนายตุ๋ยได้โต้แย้งว่า ชื่อในโฉนดเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเท่านั้น แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว ทุกคนในสังคมควรปฏิบัติตาม

คุณดาจึงโต้กลับว่า หากมั่นใจว่าเป็นที่ดินของวัดก็ควรไปทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินให้เรียบร้อย และเธอตั้งคำถามว่า เหตุใดกรรมสิทธิ์ตามชื่อในโฉนดจึงใช้ไม่ได้ ทั้งที่เธอมองว่าตนเองเคารพกฎหมายแต่ฝ่ายอื่นกลับไม่เคารพคำพิพากษาในมุมของเธอ

นอกจากนี้คุณดายังระบุว่า เธอได้ดำเนินการยื่นถวายฎีกาเพื่อให้ตรวจสอบทั้งหมด และอ้างว่าได้รับหนังสือตอบกลับส่งมาทางศาลและอัยการแล้ว

ในส่วนของบุคคลที่มีอ้างชเบื้องสูงในคลิปที่ปรากฆ คุณดาปฏิเสธว่า ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่เธอยอมรับว่าได้ทำหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบความถูกต้องของวัดจริง และได้ส่งสำเนาให้ทางรายการดูแล้ว

เธอยืนยันว่า ครอบครัวของเธอยึดหลักการเป็นเจ้าของโฉนดและกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างถูกต้อง และตั้งข้อสังเกตว่าถ้าที่ดินเป็นของวัดจริง เหตุใดสำนักงานที่ดินถึงไม่ดำเนินการโอนให้จนถึงปัจจุบัน

หนุ่ม กรรชัย จึงได้กล่าวเตือนคุณดาว่า การอ้างสิทธิ์ของนายเฮียงที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อนำคนบุกรุกเข้าไปในวัด ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลเดิมรองรับอยู่ถึง 2 ศาล อาจทำให้คุณดาและพวกมีความผิดทางกฎหมายได้

คุณดาแสดงความอัดอั้นโดยระบุว่า ที่ดินผืนนี้เป็นทรัพย์สินจำนวนมากของครอบครัว และจะไม่ยอมให้ใครมาปล้นไปง่าย ๆ เธอกล่าวว่านายเฮียงเป็นคนใจบุญที่บริจาคที่ดินให้ส่วนรวมมามากแล้ว เมื่อหนุ่ม กรรชัย ถามว่าหากได้รับที่ดินคืนมา จะทำตามเจตนารมณ์เดิมของนายเฮียงที่ต้องการให้เป็นที่ตั้งวัดต่อหรือไม่ คุณดาไม่ตอบ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวที่ไม่จำเป็นต้องพูดในรายการ เธอพยายามเบี่ยงประเด็นไปตรวจสอบความถูกต้องของสมณศักดิ์ของเจ้าอาวาส และการจัดตั้งวัดว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยมองว่าการสร้างวัดบนที่ดินที่มีชื่อนายเฮียงโดยไม่มีนิติกรรมการโอนเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

หนุ่ม กรรชัย พยายามอธิบายลำดับขั้นตอนทางกฎหมาย โดยยกตัวอย่างคดีที่ดินของตนเองที่เคยแพ้คดีว่า ฝ่ายที่ชนะสามารถนำคำพิพากษาไปแสดงเจตนาที่กรมที่ดินได้ แม้ชื่อจะยังเป็นของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม คุณดายังคงยืนกรานว่าจะตรวจสอบที่มาของพระและการสร้างวัดต่อไป เพราะเธออ้างว่าตรวจสอบในทำเนียบวัดแล้วไม่พบชื่อวัดป่าอดุลยาราม และตั้งคำถามว่าการสร้างวัดจะไปสร้างในที่ดินของใครก็ได้โดยไม่ต้องโอนที่ดินเลยหรือ และตั้งข้อสงสัยในสมณศักดิ์ของหลวงพ่อว่าอาจมีการแอบอ้างโดยไม่มีคุณสมบัติ เพื่อหวังจะเอาที่ดินไปแบ่งกัน ซึ่งเธอกล่าวหาว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงผู้เกี่ยวข้องจะโดนกันทั้งจังหวัด

ประเด็นรายละเอียดคำพิพากษา ทนายได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ระบุว่า เมื่อนายเฮียงทำหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2533 ถือว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินให้เป็นของแผ่นดินเพื่อใช้สร้างวัดทันที โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา 525 คำพิพากษาระบุชัดเจนว่า ทายาทไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป และที่ดินได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์เมื่อมีการประกาศตั้งวัดในปี 2541 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามนี้

เมื่อคุณดาได้ฟังก็ยังคงตั้งคำถามว่า เหตุใดถึงไม่ไปทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งทนายฝั่งวัดชี้แจงว่าเคยไปมาแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ดำเนินการให้เพราะคดียังอยู่ในระหว่างขั้นตอนขออนุญาตฎีกา

ข้อมูลสำคัญที่ถูกเปิดเผยเพิ่มเติมคือ คุณดาระบุว่า นางบัวไขได้ไปแจ้งขอออกใบแทนโฉนดที่ดินใหม่แทนฉบับเดิม และสำนักงานที่ดินจะประกาศครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 27 ส.ค. นี้ ทางทนายของวัดเพิ่งทราบเรื่องนี้ในรายการ และเตรียมจะไปยื่นคัดค้านการออกใบแทน และขออายัดโฉนดทันที คุณดาจึงท้าให้ไปดำเนินการที่สำนักงานที่ดิน เพื่อจะได้เห็นกันชัดเจนว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริง

หนุ่ม กรรชัย พยายามอธิบายให้คุณดาเข้าใจว่ าเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินกับเรื่องพฤติกรรมหรือความเหมาะสมของเจ้าอาวาสเป็นคนละส่วนกัน ต่อให้เจ้าอาวาสจะมีผู้อยู่เบื้องหลังหรือมีปัญหาตามที่คุณดากล่าวอ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่าที่ดินจะกลับไปเป็นของคุณดา เพราะมีคำพิพากษาศาลรองรับความเป็นวัดอยู่ แต่คุณดายังคงยืนยันความเชื่อของเธอว่า คำพิพากษาอาจไม่ได้ถูกทั้งหมด และอ้างว่ามีกฎหมายที่ดินเฉพาะที่ทำให้ศาลไม่สามารถสั่งโอนกรรมสิทธิ์ที่มีทายาทหลายคนไปให้ผู้อื่นได้ และเธอพร้อมจะเปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเจ้าอาวาสในรายการอื่นต่อไป ทำให้ หนุ่ม กรรชัย ต้องกล่าวเตือนให้ระวังการหมิ่นอำนาจศาล

หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านคำพิพากษาของศาลแพ่งจังหวัดขอนแก่น ปี 2566 โดยใจความสำคัญระบุว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเฮียง ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของวัดป่าอดุลยารามแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันอีกครั้ง เนื่องจากที่ดินตกเป็นของวัดโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม คุณดา ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายทายาท ได้ตอบโต้อย่างทันควันว่าเรื่องนี้คนนอกไม่รู้ดีเท่ากับคนในครอบครัว และเธอมีหลักฐานและหนังสือที่เป็นทางการในการตรวจสอบเรื่องนี้ รวมถึงเธอยังอ้างว่ามีคลิปเสียงหลักฐานที่จะนำมาเปิดเผยในเร็ว ๆ นี้

คุณดายืนยันว่า ที่ดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวเธอ และขอบคุณที่ทางรายการโทรมาให้โอกาสชี้แจง ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องของคนในสังค เมื่อถามถึงอาชีพและการจัดการที่ดินหากได้คืนมา คุณดาให้ข้อมูลว่าครอบครัวทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ปฏิเสธที่จะตอบว่าจะนำที่ดินแปลงนี้ไปทำอะไร โดยระบุว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว

หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ได้พยายามอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุที่ทางวัดยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ โดยชี้ให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลระบุชัดเจนว่าวัดเป็นเจ้าของอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องโอน ทนายบอยยืนยันว่า เขาเคยเห็นโฉนดตัวจริง ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ที่หลวงพ่อ

การที่ทายาทพยายามยึดหลักชื่อนายเฮียงในโฉนดเพียงอย่างเดียวนั้น ทนายตุ๋ยมองว่า เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น ซึ่งถูกหักล้างด้วยคำพิพากษาศาลไปเรียบร้อยแล้ว

ทนายบอย ได้ให้ข้อมูลสำคัญว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งจากศาลฎีกาเกี่ยวกับการขออนุญาตฎีกาของฝ่ายทายาท

หนุ่ม กรรชัย ได้แสดงข้อห่วงใยเรื่องที่คุณดาไปแจ้งขอออกใบแทนโฉนดใหม่ โดยอ้างว่าโฉนดเดิมสูญหาย ซึ่งหากคุณดารู้อยู่แล้วว่าโฉนดตัวจริงอยู่ที่หลวงพ่อ แต่ยังไปแจ้งความเช่นนั้น อาจมีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และการไม่ฟังคำพิพากษา การกระทำหรือพูดในลักษณะนี้ อาจเข้าข่ายหมิ่นศาล

ขอบคุณเพจ โหนกระแส