เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 69 เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ยังคงเดินหน้าออกตรวจติดตามและรณรงค์ประชาสัมพันธ์ไปยังเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านและผู้เลี้ยงปลากระชังในเขื่อนลำปาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” เอเลี่ยนสปีชีส์ตัวร้ายที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าจะกระทบต่ออาชีพเลี้ยงปลากระชัง กุ้งก้ามกราม และระบบนิเวศในพื้นที่อย่างรุนแรง
โดยขณะนี้เกิดคำถามที่หลายคนยังคาใจ ปลาหมอคางดำที่เคยระบาดหนักในเขตภาคกลาง เดินทางมาโผล่ถึงเขื่อนลำปาวได้อย่างไร ทั้งที่ห่างไกลกันคนละภูมิภาค
ข้อมูลจากสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุมูลค่าสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด (เฉพาะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง) ไว้ดังนี้ กุ้งก้ามกราม พื้นที่เลี้ยง 7,600 ไร่ ผลผลิต 2,800 ตัน/ปี มูลค่า 703 ล้านบาท/ปี ปลานิลในกระชัง 11,930 กระชัง ผลผลิต 21,474 ตัน/ปี มูลค่า 1,288 ล้านบาท/ปี ปลาดุก-ปลาหมอไทย พื้นที่เลี้ยง 708 ไร่ ผลผลิต 3,210 ตัน/ปี มูลค่า 177 ล้านบาท/ปี การเลี้ยงกบ พื้นที่เลี้ยง 76 ไร่ ผลผลิต 314 ตัน/ปี มูลค่า 27 ล้านบาท/ปี สัตว์น้ำอื่น ๆ ที่เลี้ยงแบบยังชีพใน 18 อำเภอ พื้นที่เลี้ยง 9,665 ไร่ ผลผลิต 128 ตัน/ปี มูลค่า 54 ล้านบาท/ปี
ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับพันล้านบาทนี้เอง ที่ทำให้การปรากฏตัวของปลาหมอคางดำกลายเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายไม่อาจนิ่งนอนใจ

นายวุฒิศักดิ์ สีโท ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า ลูกพันธุ์ปลานิลที่เกษตรกรนำมาอนุบาลในบ่อดินและเลี้ยงในกระชังเขื่อนลำปาวนั้น สั่งซื้อมาจาก 4-5 ฟาร์มหลักในจังหวัดเพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม และกำแพงเพชร ซึ่งเพาะพันธุ์ด้วยระบบปิดและมีระบบหมุนเวียนน้ำภายในฟาร์มโดยเฉพาะ มีการสั่งจองล่วงหน้าทุก 3 เดือน และจัดส่งตรงถึงแหล่งเพาะเลี้ยง
นายวุฒิศักดิ์ ยืนยันหนักแน่นว่า โอกาสที่ปลาหมอคางดำจะปะปนมากับลูกพันธุ์ปลานิล “เป็นไปได้ยากมาก” เพราะฟาร์มเพาะพันธุ์ดำเนินกิจการมากว่า 30 ปี มีมาตรฐานและส่งพันธุ์ปลาให้เกษตรกรทั่วประเทศ หากมีการปนเปื้อนจริงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งปลาหมอคางดำระบาดหนัก พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศน่าจะพบการระบาดไปแล้วเช่นกัน แต่กลับไม่มีรายงานจากกรมประมงเพิ่มเติมนอกเหนือจากพื้นที่ภาคกลาง
นอกจากนี้ ตาข่ายกระชังที่ใช้เลี้ยงปลานิลยังมีขนาดตาข่ายมาตรฐานเดียวกับขนาดลูกปลา ทำให้ปลาไม่สามารถหลุดลอดออกไปสู่ธรรมชาติได้ และตลอดที่ผ่านมาไม่เคยพบปลาหมอคางดำในกระชังเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้เลี้ยงปลากระชังเขื่อนลำปาว มีการตั้งข้อสังเกตว่าต้นตออาจมาจาก กิจกรรมตกปลา ของเหล่านักตกปลารอบเขื่อนลำปาว ที่นิยมสั่งซื้อ “ปลาเหยื่อ” ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งบรรจุมาในกล่องโฟม และอาจมีลูกปลาหมอคางดำปะปนมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อนำไปเกี่ยวเบ็ดตกปลาแล้วเกิดหลุดจากเบ็ด ปลาก็รอดชีวิตและเริ่มขยายพันธุ์ในอ่างเก็บน้ำลำปาวได้

นายเมธี อำไพพิศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงปลากระชัง ที่ปรึกษาสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า กิจกรรมตกปลาถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุได้จริง เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งปลาเหยื่อเป็น ๆ ทางออนไลน์สะดวกรวดเร็ว จึงมีความเสี่ยงที่จะมีปลาหมอคางดำปนเปื้อนมาด้วย พร้อมฝากเตือนนักตกปลาให้ตรวจสอบชนิดปลาเหยื่อก่อนสั่งซื้อทุกครั้ง เพราะจุดแข็งของปลาหมอคางดำคือความแข็งแรงทนทานและขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก

แม้จะพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว แต่ทั้งนายวุฒิศักดิ์และนายเมธีต่างมองว่ายังไม่ถึงขั้นวิตกกังวลมากนัก เพราะภายในเขื่อนลำปาวมี “ปลานักล่าเจ้าถิ่น” ขนาดใหญ่หลายชนิด เช่น ปลาชะโด และปลากดคัง ซึ่งจะช่วยไล่ล่าปลาหมอคางดำเป็นอาหารตามกฎธรรมชาติ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เนื่องจากปลาหมอคางดำแม้จะได้ชื่อว่าเป็นปลานักล่า แต่มีขนาดตัวเล็กกว่ามาก โดยเมื่ออายุ 1 ปีจะมีน้ำหนักเพียงประมาณ 3-4 ขีดเท่านั้น
นายเมธี ระบุว่า ปัจจุบันพบปลาหมอคางดำเพียงจุดเดียวที่บริเวณบ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ แต่เพื่อความไม่ประมาท เจ้าหน้าที่ประมงและชาวประมงในพื้นที่จะต้องร่วมมือกันเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

นายเมธี ประเมินว่าหากมองในแง่ผลกระทบ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังจะได้รับผลกระทบเพียงส่วนน้อย แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ประมงพื้นบ้าน ที่ออกหาปลาธรรมชาติเพื่อจำหน่ายหรือบริโภคในครัวเรือน เพราะหากปลาหมอคางดำระบาดจริง จะส่งผลให้ปลาเล็กปลาน้อยในแหล่งน้ำลดจำนวนลงจากการถูกล่าเป็นอาหาร
อย่างไรก็ตาม นายเมธี กล่าวทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า ปลานักล่าเจ้าถิ่นในเขื่อนลำปาวจะช่วยกันกำจัดปลาหมอคางดำผู้รุกราย และปรับสมดุลระบบนิเวศคืนสู่ธรรมชาติได้เอง แต่ทั้งนี้การเฝ้าระวังของทุกภาคส่วนยังคงเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้เด็ดขาด.



