เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีนายธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน ว่า ปัจจุบันคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังทำงานอยู่ และทำงานในเรื่องนี้อยู่ด้วย ส่วนกรณีอดีตหลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา เสพเมถุน และถูกตำรวจกองบังคับการปราบปราม จับกุมข้อหายักยอกเงินที่เกิดขึ้นนั้น ต้องแยกให้ออกระหว่างพระพุทธศาสนากับเรื่องของความประพฤติของสงฆ์
“สงฆ์ถือเป็นคนหมู่มาก คงจะมีอะไรที่บิดเบือนบิดเบี้ยวกันอยู่บ้าง ผ้าเหลืองไม่ได้ทำให้กองกิเลสหมดไป การกล่อมเกลาจิตใจต่างหาก ผมเห็นภาพแล้วก็เศร้าใจ ไม่อยากให้เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้นมา จริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ก็ไม่ควรจะเอาไปแชร์ภาพอะไรต่างๆ นานา ผมคิดว่ามันทำร้ายจิตใจชาวพุทธ และมันไม่ดีต่อประเทศชาติ ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย ไม่ได้จะไปช่วยเหลืออะไรทั้งนั้น พระพุทธศาสนาคือสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวในชีวิตประจำวัน ถ้าเราไม่มีหลักอะไรยึดเหนี่ยวเสียเลย ประเทศก็คงแย่ ส่วนการโกงสอบท้องถิ่นคือการทำลายพื้นฐานของการปกครองในระดับการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ รัฐบาลก็รับไม่ได้ แต่ในกรณีนี้ได้มอบหมายให้ พศ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว คงไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้” นายปกรณ์ กล่าว
เมื่อถามว่า พศ.ควรมีมาตรการอะไรที่เข้มข้นในการดำเนินการกับพระสงฆ์ที่ประพฤติแบบนี้ นายปกรณ์ กล่าวว่า พศ.จะทำงานเชิงรุก เพราะพระมีเยอะ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าอะไรควร ไม่ควร แต่ห้ามใจไม่ได้ ตนถึงบอกว่า มี พศ. อีก 10 พศ. มีกฎหมายอีก 100 ฉบับ ถ้าคนยังไม่สามารถควบคุมกองกิเลสในใจตัวเองได้มันจะเกิดปัญหาอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก พศ. ได้รับนโยบายจากตนไปแล้วว่า ให้ไปทำระบบบัญชีของวัดที่ง่ายๆ และเชื่อมโยงกับส่วนกลางจะได้ตรวจสอบได้ว่ามีการรับ ใช้เงิน หรือทรัพย์สินอะไรต่างๆ ในลักษณะที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไม่ และสามารถปราบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และถ้าเราสามารถดำเนินการตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เราสามารถที่จะรู้ว่าใครมีพฤติกรรมประมาณไหน สามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบนี้ขึ้นได้อีก เช่น การไม่ให้ใช้เงินเกินตัว
เมื่อถามย้ำว่า ให้ พศ. ทำงานเชิงรุก แต่สังคมมองว่า พศ. ทำหน้าที่แค่อำนวยความสะดวกดูแล ไม่กล้าเข้าไปวุ่นวายกับพระผู้ใหญ่มาก นายปกรณ์ กล่าวว่า ความจริงเราทำงานร่วมกัน ไม่ได้บังคับ เราทำงานร่วมกับฝ่ายศาสนจักร ซึ่งศาสนจักรมีกฎมหาเถรสมาคม มีพระวินัย ในการดำเนินการอยู่แล้ว ในส่วนที่ศาสนจักรจะเข้าไปดูแลได้เป็นในเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินหรืออะไรต่างๆ และการวางกฎเกณฑ์เบื้องต้นว่าคนแบบไหนที่ควรรับหรือไม่ควรรับเข้ามา มีทะเบียนตรวจสอบพระจริง พระไม่จริง ซึ่งเขากำลังทำอยู่ เพิ่งได้งบประมาณปีนี้ 60 กว่าล้านบาท แต่ก่อนไม่มีฐานข้อมูลนี้เลย ตอนนี้เรากำลังเริ่มทำฐานข้อมูลเรื่องระบบบัญชีกลางที่จะเชื่อมโยงข้อมูลของทุกวัดเข้าด้วยกัน กำลังทำอยู่
เมื่อถามว่า เรื่องการทำฐานข้อมูลเรื่องระบบบัญชีกลางจะดำเนินการเสร็จเมื่อไร นายปกรณ์ กล่าวว่า เพิ่งได้งบประมาณมาปีนี้เอง เขาขอมาหลายปีแล้ว ไม่ได้เลย ตอนนี้มีระบบบัญชี แต่งบประมาณไม่มี ต้องมีระบบรายงานขึ้นมาเพื่อทำข้อมูล เพราะทำด้วยมือมันตรวจยาก ส่งบ้างไม่ส่งบ้างเราก็ไม่รู้ ตัวเลขเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าเชื่อมโยงกับระบบ เช่น ระบบบริจาคอัตโนมัติของกรมสรรพากรเราก็จะเริ่มรู้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน พยายามจะใช้วิธีนี้เข้ามาช่วย
เมื่อถามถึง วัตถุมงคลที่กลายเป็นพุทธพาณิชย์ไปแล้ว นายปกรณ์ กล่าวว่า วัตถุมงคลเป็นเรื่องของความเชื่อ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ถ้าทุกคนมีความรู้ มีปัญญาก็จะไม่หลงเชื่ออะไรงมงายง่ายๆ เราไม่อยากให้คนไทยเป็นแบบนั้น ไม่หลงเชื่อหรืองมงายอะไรง่ายๆ ว่ากันด้วยเหตุด้วยผลมากกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีตำรวจพระตามวัดต่างๆ เพื่อคอยสอดส่องเรื่องพวกนี้ นายปกรณ์ กล่าวว่า “ไม่คุ้มหรอกครับ มันก็จะเหมือนกับว่าทุกที่จะต้องมีตำรวจหมด แต่เรื่องนี้อย่างนี้มันอยู่ที่ใจ”
นายธงทอง จันทรางศุ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า พระที่ทำอะไรนอกหลักของพระพุทธศาสนา ส่งเสริมความมัวเมาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา วันหนึ่งเมื่อพระนั้นถูกเปิดเผยว่าเป็นสมีขึ้นมา ผมย่อมรู้สึกดีใจที่พระศาสนาจะผ่องแผ้วขึ้น พระศาสนาไม่ได้เสื่อมลงเลย.



