แม้จะอยู่ในสภาพเป็น “หมู่บ้านกระสุนตก” หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” ท่ามกลางประชาชนที่เข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ดังกล่าว แม้จะออกมาบอกว่า เป็นการเตือนตัวเอง ไม่ได้พูดถึงใคร มากระโดดงับกันทําไมก็ไม่รู้ แต่ก็ถูกมองว่า เป็นการพูดถึง “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ออกมาเปิดใจในเวทีเสวนา ด้วยเสียงสั่นและน้ำตาคลอ ยอมรับเหนื่อยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เหมือนกับการเผาตัวเอง รู้สึกว่าสู้อย่างไรก็เหมือนสู้กับกำแพง เอาอย่างไรก็เอาไม่ลง และตอบกับประชาชนไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าความพยายามของเราไม่สูญเปล่า แต่พร้อมที่จะสู้ต่อเปิดรับทุกความคิดเห็นที่มีต่อพรรค ปชน.

ทำให้บรรดาแกนนำพรรคส้ม ออกมาโพสต์ตอบโต้หัวหน้ารัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดย “นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ โพสต์ข้อความว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” ว่า “กำแพง” ที่คนไทยกำลังเผชิญทุกวันนี้ก็คือ การคอร์รัปชัน, โกงเลือกตั้ง, ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน,โกงสอบราชการ, ฮั้ว สว. ฯลฯ ที่รัฐบาลกำลังทำให้เป็นเรื่องปกติ ทำให้กำแพงนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “บ้าน” ที่เรียกว่าสังคมไทยที่เราอยู่ร่วมกัน จุดแข็งของคุณอนุทินคือการไม่หวั่นเกรงสถานการณ์การเมือง ไม่ต้องเห็นหัวประชาชน เพราะยามประเทศมีปัญหาเมื่อไหร่ คุณอนุทินแค่วิ่งเข้าหานาย กับให้ลูกน้องตบเท้าออกมาแก้ต่าง เปลี่ยนประเด็นหน้าข่าวการเมือง ซึ่งก็ดูเหมือนสำเร็จด้วยดีตลอดมา 

อีกด้านหนึ่ง ก็ให้เทคโนแครตที่เห็นดีเห็นงาม รอคิวเข้าสู่อำนาจในระบบนี้ ขึ้นเวทีโชว์วิชั่นเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย AI Data Center Medical Hub เพื่อให้คนหลงลืมปัญหาคอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ “กำแพง” ที่ว่าจึงจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่รู้จุดจบ

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ การออกมาระบายความรู้สึกของ “ศิริกัญญา” ดูเหมือนออกอาการถอดใจ ไม่สามารถเอาชนะรัฐบาล ภายใต้การนำของ “พรรค ภท.” ได้ หลังเล่นบทอ่อนหัดทางการเมือง ลงทุนไปยกมือสนับสนุน “นายอนุทิน” ให้เป็นนายกฯ จนก้าวมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 69  และอาจทำให้แกนนำพรรค ปชน. ต้องออกมายอมรับ การเปิดคุยเรื่องสูตรจัดตั้งรัฐบาลใหม่ “แดง-เขียว-ส้ม” เพื่อหาทางในการเข้าร่วมรัฐบาล

ส่วน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ 2 ปี พรรคประชาชน กับภารกิจสร้างอนาคตใหม่ที่ดีกว่า สร้างประเทศไทยให้ก้าวไกล เพื่ออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ระบุต่อว่า ช่วงการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2569 ผมพูดไว้ว่า เราจะเปลี่ยนอนาคตให้เป็นอนาคตใหม่ที่ดีกว่าของประชาชน สร้างประเทศไทย ที่ก้าวหน้าก้าวไกลไปด้วยกัน ความหมายตรงตัวยังคงเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าชื่อของพวกเราจะเปลี่ยนไป แต่เป้าหมายยังคงเหมือนเดิม

“ผมขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ไว้วางใจและร่วมเดินเคียงข้างกันมาตลอดเส้นทาง ในปีที่ 3 ผม และพรรคประชาชน จะยังคงทำงานด้วยความมุ่งมั่น ยึดถืออุดมการณ์ เจตจำนงทางการเมือง และความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง และทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนเกิดขึ้นจริง” นายณัฐพงษ์ ระบุ

คำถามคือ สิ่งที่พรรค ปชน.ขับเคลื่อนอยู่ในเวลานี้ เป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือไม่ หรือต้องปรับยุทธศาสตร์ในการทำงานการเมือง แม้จะโดดเด่นในเรื่องการสื่อสารผ่านโซเชียล แต่ในความเป็นจริง จะแปรเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล ให้เป็นความนิยมเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ หรือช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำงานการเมือง  รวมถึงการหาพันธมิตรทางการเมือง โดยปรับแนวทาง และการขับเคลื่อนของพรรค ไม่ให้กระทบกับความรู้สึกของคนบางกลุ่ม จนกลายเป็นกระแสต่อต้าน 

ส่วนความคืบหน้าเรื่อง “ฮั้ว สว.” นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดข้อมูลว่า  มีคนใกล้ชิดของนางสุขสมรวย โอนเงิน 8.6 แสนบาท ให้กับพนักงานสืบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าไม่เคยถูก กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกไปชี้แจงเรื่องเส้นเงินใดๆในรอบ 2 ปีกว่าๆ ให้กลับไปถามสายลับคนดังกล่าว เอกสารที่ได้มาจาก กกต. ได้สอบหรือยัง เป็นเรื่องอะไร ถ้าเอาความจริงมาพูดทั้งหมด ไม่สร้างกระแส จะทำให้คนไทยได้รับข้อมูลจริงทั้งหมด อย่าขับเคลื่อนด้วยการสร้างกระแส และมโนคิดเอาเอง และได้ประโยชน์จากการสร้างกระแส  ไม่จำเป็นต้องตอบเพราะไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง 

เมื่อถามว่า จะมีการฟ้องร้องหรือไม่ นางสุขสมรวย กล่าวว่า ได้แจ้งความนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ทนายอั๋น และนายพริษฐ์ เรียบร้อยแล้ว ถ้าตำรวจสอบแล้ว เป็นเรื่องหมิ่นประมาท คงสั่งฟ้องเอง ที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ 

“ขอขอบคุณเพจของนายยิ่งชีพ น่าจะฟ้องไป 10 กว่าวันที่แล้ว ขอขอบคุณที่ใส่ใจ จ.อำนาจเจริญ แต่อยากจะเตือนข้อมูลที่ลงไป ฝ่ายการเมืองตรงข้ามของดิฉันในอำนาจเจริญ ซึ่งข้อมูลอาจจะไม่จริงก็ได้ ระวังจะเสียรูปมวยนะคะ” นางสุขสมรวย กล่าวและตอบคำถาม ที่ระบุว่าเขาต้องการสร้างกระแสหมายความว่าอย่างไร นางสุขสมรวย กล่าวว่า คิดว่าสื่อมวลชนทุกคนทราบ ที่ผ่านมา กกต. ใช้เวลาสืบสวนเรื่องนี้พอสมควร และกกต.ใกล้จะมีมติ ใครจะผิดใครจะถูก หรือใครจะถูกส่งศาล เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องตัดสิน การกระทำอย่างนี้  รวมถึงสื่อมวลชนก็รู้ว่าเขาต้องการทำอะไร เพื่ออะไร ทั้งนี้ขอยืนยันว่า ที่มีการกล่าวหา ขอยืนยันว่า ไม่มีเส้นเงินที่เกี่ยวข้องกับตน

ส่วน “นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร” สว. กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ กล่าวถึงกรณีการฮั้ว สว. ว่า ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามข้อกล่าวหา โดยหากในเวลาที่เหมาะสม ที่จะไม่เป็นการทำให้คดีและข้อมูลของ กกต. ซึ่งได้ให้การไปหมดแล้วนั้นเสียหาย ตนพร้อมที่จะชี้แจง และนำเสนอข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวกับสื่อมวลชน ไม่แน่ใจว่าจะรวมดีเอสไอด้วยได้หรือไม่ เพราะเท่าที่จำได้ ไม่มีการเรียกหรือเชิญตนให้ข้อมูล แต่ดำเนินการเสมือนตนเป็นผู้ต้องหามาตลอด เชื่อว่าการทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเคารพในกติกา และทำตามหน้าที่ ความรับผิดชอบของตน นอกจากนี้ ก็ควรใช้กลไกที่มีผลทางกฎหมายมากกว่าที่จะใช้วิธี เพื่อทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรใดๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าดำเนินการไปภายใต้วัตถุประสงค์เพื่ออะไร หรือต้องการจะให้เกิดการกดดันต่อองค์กรต่างๆ อันหวังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการตัดสินใจใดๆ ตามที่ใครต้องการหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่าหากมีการทุจริต ทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร จะเป็นประชาชน หรือ กกต. ผู้ที่ทำทุจริต  ก็ต้องรับผิดชอบต่อผลนั้น

นายวุฒิชาติ กล่าวอีกว่า ในฐานะ สว. พยายามทำตามหน้าที่ ตามความรับผิดชอบ ทั้งในการกลั่นกรองกฎหมาย การติดตาม เสนอแนะ การดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประเทศ และการพิจารณารับรององค์กรอิสระต่างๆ ตามขอบเขต การดำเนินการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (รธน.) ได้พยายามทำให้เกิดผลดีที่สุดต่อประเทศชาติ และประชาชน ส่วนเรื่องการเมือง การพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการเมือง โดยวิธีการต่างๆ นั้น ตนไม่ถนัด

“ทุกประเด็นที่มีการร้องว่าผมกระทำผิดกฎหมาย ได้ชี้แจงต่อ กกต. และดีเอสไอแล้ว จะชี้แจงต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เท่าน้้น” นายวุฒิชาติ กล่าว

นั่นหมายความว่าทั้ง รัฐมนตรี และสว. ที่ถูกพาดพิง ไม่ให้ราคากับการออกมาเปิดเผยของประธานวิปฝ่ายค้าน จะชี้แจงกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เท่านั้น  ขณะที่ “นางสุขสมรวย” ยืนยันไม่เคยถูก กกต. และดีเอสไอ เรียกไปชี้แจงเรื่องเส้นเงินใดๆ

“ทีมข่าวการเมือง”