เหมือนกับการเผาตัวเอง รู้สึกว่าสู้อย่างไรก็เหมือนสู้กับกำแพง เอาอย่างไรก็เอาไม่ลง และตอบกับประชาชนไม่ได้ ว่าทำไมจึงไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าความพยายามของเราไม่สูญเปล่า แต่พร้อมที่จะสู้ต่อเปิดรับทุกความคิดเห็นที่มีต่อพรรคประชาชน
งานนี้โอ้ละพ่อ หลายฝ่ายตีประเด็นว่า ความอึดอัดที่เกิดขึ้นถึงขนาดหลั่งน้ำตา เป็นเพราะเรื่องความวุ่นวายการบริหารงานภายในพรรคประชาชนที่ไม่ได้รับการแก้ไขหรือไม่ จนทำให้พรรคแพ้การเลือกตั้งให้ระบอบอนุรักษ์นิยม จนระบอบอนุรักษ์นิยมประสบความสำเร็จเกี่ยวกระแสชาตินิยม จนฝ่ายซ้ายเพลี่ยงพล้ำ ลามไปจนถึงปัญหาตัวสส. ที่มีคดีฉาวออกมาเพียบ ส่งผลถึงความนิยมของพรรค
รวมไปถึง การทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้าน ไม่มีผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันที่จับต้องได้ เหมือนฝ่ายค้านในยุคอดีต
แต่เรื่องไม่จบแค่นั้นเมื่อ “ผู้นำประเทศ”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กหยิกแกมหยอก “ วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก“ ท่ามกลางความสงสัยของประชาชน ที่เข้ามาคอมเม้นต์แสดงความคิดเห็นว่า คำคมดังกล่าวโพสต์พาดพิงไปถึงใคร จนจับตากันว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับ “ศิริกัญญา ตันสกุล” แต่ “หัวหน้าอนุทิน” ออกมาเลี่ยงตอบว่า “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง“ ไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงใคร
ไม่มีใครยอมใครพรรคส้มดาหน้าเรียงหน้าฟาด“ผู้นำประเทศ”ไม่ยั้งปม “วิ่งหัวชนกำแพง” ร้อนฉ่า เพราะฉะแรงมีแต่คนโง่ที่คิดว่ากำแพงกั้นความเจริญได้มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่คิดว่ากำแพงจะกั้นเจตจำนงของประชาชนได้ มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่อวดอ้างกำแพงของคนอื่น เพื่อใช้คุ้มกันตัวเอง โดยหารู้มั้ยว่าโลกข้างนอกเปลี่ยนไปมากเพียงไร
ต้องไร้น้ำยาขนาดไหน จึงต้องพึ่งพากำแพงคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง”
ประเด็นกำแพงเดือดเวอร์ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาสวนทันควัน “กำแพงที่กั้นความเจริญ ต่อให้หนา ให้สูงแค่ไหน ใครจะบ้าเอาหัวโขก ทุบสิครับ จะเก็บไว้ทำเกลืออะไร” เช่นเดียวกับ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้า พรรคประชาชนระบุว่า กำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญทุกวันนี้ก็คือ การคอร์รัปชั่น , โกงเลือกตั้ง, ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน, โกงสอบราชการ, ฮั้ว สว.เป็นต้น ที่รัฐบาลกำลังทำให้เป็นเรื่องปกติ จุดแข็งของคุณอนุทินคือการไม่หวั่นเกรงสถานการณ์การเมือง ไม่ต้องเห็นหัวประชาชน
ตอบโต้กันไปมาเผ็ดร้อนแลกหมัดกันคนหมัด “สีน้ำเงิน” และ “สีส้ม” ไม่มีใครยอมใคร เรียกว่าฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยุคนี้ เป็นคู่ที่เหมาะสม ตามคำโบราณกิ่งทองใบหยก ตั้งแต่เรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการปาดหน้ากัน ซึ่งพรรคประชาชนเตรียมที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของตัวเองเข้าสภา แต่ถูกพรรคภูมิใจไทยตีกิน ยื่นไปก่อนเรียบแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า “ดีแต่พูด” เพราะเอาเข้าจริง เจอพรรคภูมิใจไทยปาดหน้าตาเฉย มึนจนทำอะไรไม่ถูก
การเมืองดุเดือดร้อนฉ่าหมัดแลกหมัดล้วนสะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังอ่อนด้วยประสบการณ์เหมือนเดิม ไม่อาจฝากผีฝากไข้ได้เลย เพราะหากมองในทางการเมือง ยังถือว่า “ไร้เดียงสา” ไม่แสวงหาเพื่อนใหม่เข้ามาเพิ่มได้เลย ทุกวันนี้ล้วนอาศัย “ของเก่า” ที่นับวันถดถอยลงไปเรื่อยๆ ความคมคายในบทบาทฝ่ายค้านในรอบนี้ เริ่มมองเห็นชัดขึ้น ยังไม่อาจเป็น “แกนหลัก” ไม่มีแต้มบวก เมื่อเทียบกับพรรคฝ่ายค้านพรรคอื่นที่มีคะแนนเสียงน้อยกว่า.



