เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69 เวลา 17.00 น. ณ สำนักงานรัฐบาล กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมด้วยนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย เข้าพบหารือกับนายเล มิงห์ ฮึง (H.E. Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 5 – 7 ส.ค.69 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ให้การต้อนรับคณะผู้แทนรัฐสภาไทยอย่างสมเกียรติ ก่อนนำเข้าสู่การหารือทวิภาคี พร้อมกล่าวแสดงความยินดีต่อการเดินทางเยือนของประธานรัฐสภาไทย ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ พร้อมย้ำว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ไทยและเวียดนามได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง จนสามารถยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของทั้งสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
นายโสภณ กล่าวแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมแสดงความยินดีที่ได้เดินทางเยือนเวียดนามอีกครั้ง หลังจากเคยเดินทางมาเมื่อ 14 ปีก่อน และชื่นชมพัฒนาการของเวียดนามที่มีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และศักยภาพของเวียดนามในการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ประธานรัฐสภา กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการกำหนดนโยบายและการออกกฎหมาย โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาค พร้อมยืนยันว่ารัฐสภาไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง การพัฒนาสังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ ประธานรัฐสภา ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 พร้อมย้ำว่าหากฝ่ายเวียดนามมีข้อเสนอที่ต้องการความร่วมมือจากฝ่ายนิติบัญญัติของไทย รัฐสภาไทยพร้อมประสานและผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือในทุกมิติ

ฝ่ายเวียดนาม กล่าวชื่นชมบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของเวียดนาม พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมือท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงชายแดน ความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ตลอดจนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การค้า และการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความไว้วางใจและผลประโยชน์ร่วมกัน
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการประสานความร่วมมือในกรอบอาเซียนและเวทีพหุภาคี เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ ประธานรัฐสภา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยยกตัวอย่างชุมชนชาวเวียดนามในจังหวัดอุดรธานี นครพนม และสกลนคร ซึ่งอยู่ร่วมกับสังคมไทยอย่างกลมกลืน สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่เป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม พร้อมทั้งชื่นชมการปฏิรูประบบราชการของเวียดนาม และแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อนำแนวปฏิบัติที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบราชการของไทย
นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้อธิบายถึงแนวทางการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญของเวียดนาม ซึ่งมุ่งปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการ โดยยืนยันว่าการปฏิรูปดังกล่าวช่วยยกระดับการให้บริการประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมทั้งแสดงความยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนไทยให้เดินทางมายังเวียดนามมากยิ่งขึ้น

ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการสานต่อความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนในอนาคต.



