สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ว่าแผ่นดินไหวรุแรง 7.4 แมกนิจูด ซึ่งเกิดขึ้นที่เกิดขึ้นในภาคตะวันตกของโคลอมเบีย มีขึ้นเพียงกว่าหนึ่งเดือนหลังจากเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนในเวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 6,300 ราย


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาระบุว่า นอกเหนือจากการอยู่บนแผ่นธรณีภาคเดียวกันแล้ว แผ่นดินไหวทั้งสองเหตุการณ์แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกัน


นายกุสตาโว ออร์ติซ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ธรณีวิทยา จากสภาวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคนิคแห่งชาติอาร์เจนตินา กล่าวว่า “บริบททางธรณีวิทยาและธรณีแปรสัณฐานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”


ออร์ติซกล่าวว่า ในพื้นที่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ มักเกิดแผ่นดินไหวจากการที่แผ่นธรณีภาคแผ่นหนึ่ง ในกรณีนี้คือแผ่นนาซกาในมหาสมุทรแปซิฟิก มุดตัวลงใต้แผ่นอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า “การมุดตัวของแผ่นธรณีภาค” ( subduction )


ตรงกันข้ามกับแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในเวเนซุเอลา แผ่นธรณีภาคที่เคลื่อนตัวเข้าหากันคือแผ่นอเมริกาใต้และแผ่นแคริบเบียนซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ โดยแผ่นธรณีภาคทั้งสองเคลื่อนตัวในแนวด้านข้างเข้าหากัน และไม่ได้เกิดกระบวนการมุดตัว


ออร์ติซระบุเพิ่มเติมว่า แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นใกล้พื้นผิวโลก โดยมีความลึกไม่ถึง 20 กิโลเมตร ขณะที่แผ่นดินไหวซึ่งเกิดขึ้นในโคลอมเบีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกกว่า 100 กิโลเมตร.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS