สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ว่าในเอกสารที่ยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ ทำเนียบขาวระบุว่า เงินคืนดังกล่าว ซึ่งรวมทั้งภาษีและดอกเบี้ย ได้รับการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 3.3 ล้านล้านบาท ) และส่งต่อให้กระทรวงการคลังสหรัฐดำเนินการจ่ายคืน


ด้านรายงานโดยสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ ( ซีบีพี ) ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นยอด ณ สิ้นเดือน ก.ค. และคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของภาษีมูลค่า 166,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 5.49 ล้านล้านบาท ) ที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกเลิก


แม้เผชิญกับเสียงวิจารณ์และความพ่ายแพ้ทางกฎหมาย แต่นโยบายภาษีศุลกากรยังคงเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจของรัฐบาลวอชิงตัน ภายใต้การบริหารสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์


ทั้งนี้ ศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา ให้ยกเลิกภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ที่ทรัมป์ประกาศใช้ในวงกว้าง โดยเห็นว่า กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ( ไออีอีพีเอ ) ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียว ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า


อย่างไรก็ตาม หลังคำตัดสินดังกล่าว ทรัมป์เดินหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าต่อไป พร้อมวิจารณ์ผู้พิพากษาศาลฎีกาว่า “ไม่จงรักภักดี” และประกาศเก็บภาษีชั่วคราวในอัตรา 10% ภายใต้กฎหมายฉบับอื่น


ต่อมา ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรรอบใหม่ทั่วโลกภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฉบับปี 2517 ซึ่งมีเป้าหมายรับมือการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติของประเทศอื่น.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES