เชื่อว่าถ้าทำได้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) คงอยากให้ช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรทอดเวลาให้ยาวนานออกไป เพราะใครก็รู้ว่าหลังเปิดสมัยประชุมสภา พรรคฝ่ายค้านนำโดย “พรรคประชาชน (ปชน.)” ต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ ทั้งที่ตามปกติแล้ว หากรัฐบาลบริหารงานมาไม่ถึง 1 ปี ฝ่ายค้านมักจะละเว้นไม่เปิดศึกซักฟอก เพราะระยะเวลาเร็วไป อาจไม่มีข้อมูลเพียงพอ แต่ในเมื่อพรรค ภท. เปิดจุดอ่อนให้ฝ่ายค้านโจมตีและชำแหละได้ ซึ่งปมร้อนที่สุด ที่จะเป็นหัวข้อหลักในการนำมาสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องแรกคือ “คดีฮั้ว สว.” ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรค ภท. ซึ่งจะสรุปสำนวนกันในเดือน ส.ค. ถ้าคดีออกมาเป็นลบ ย่อมเพิ่มน้ำหนักการอภิปราย หรือถ้าหากเป็นบวกกับพรรค ภท. หรือ สว. สีน้ำเงิน พรรค ปชน. ก็คงจัดหนักจัดเต็ม เพราะมีชื่อแกนนำ ภท. อยู่ในสำนวนฮั้ว สว. ด้วย คือ “นายอนุทิน” ดังนั้นจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่พรรคแกนนำฝ่ายค้านต้องนำเสนอข้อมูลที่มีน้ำหนักมากที่สุด เพื่อให้สังคมคล้อยตามกับสิ่งที่นำเสนอ
ส่วนอีกประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจะนำมาตีแผ่ในศึกซักฟอก คือ การทุจริตโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ “นายปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุจริตโกงสอบท้องถิ่น กล่าวภายหลังการประชุมนัดสุดท้ายว่า จะส่งรายงานและปรับปรุง ข้อเสนอแนะไปยังนายกฯ เพื่อพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้คณะกรรมการฯ ได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้ว ว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง และมี ขั้นตอนใดที่พบข้อบกพร่องบ้าง ซึ่งเราพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีมากกว่า 100 คน
ส่วนเรื่อง การดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะว่ากันไปตามลำดับ เพราะอันนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่จะบอกว่ากระบวนการ มีข้อบกพร่อง อะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกฯ มีข้อสั่งการออกมา
คำถามคือ กระบวนการตรวจสอบจะสาวลึกไปถึงระดับไหน จะทำให้สังคมเชื่อมั่น และมีความพอใจหรือไม่ เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับ หากการทุจริตประสบความสำเร็จ ตัวเลขจะสูงถึง 1,000 ล้านบาท เป็นไปได้หรือที่จะมีเพียงข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าหากฝ่ายค้านนำเสนอข้อมูลที่ลึกและมีหลักฐานที่เชื่อมโยงกับบางบุคคลที่ชัดเจน ย่อมส่งผลกระทบกับรัฐบาล หากบทสรุปของการตรวจสอบฝ่ายบริหารถูกตรวจสอบว่าละเว้นบางราย

ขณะที่ศึกในคงหนีไม่พ้น ความขัดแย้งในรัฐบาล การออกมาเปิดสูตร “แดง-เขียว” คือการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันระหว่าง “พรรคเพื่อไทย (พท.)” กับ “พรรคกล้าธรรม (กธ.)” ซึ่งรวมเสียงของทั้งสองพรรคคือ แดง 74 เสียง และเขียว 58 เสียง ซึ่งก็ยังห่างจากเสียงกึ่งหนึ่งอีกมาก แต่เมื่อ “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมารับลูกพร้อมคุยด้วย เรื่องนี้ก็มีน้ำหนักขึ้นมาทันที เพราะมี สส. ในพรรคจำนวน 120 คน นั่นหมายความว่าหากรวมเสียงกันได้จะได้ 252 เสียง เรียกว่าเกินครึ่งมา 2 เสียง ซึ่งในทางการเมือง เมื่อพรรคการเมืองไหนรวมเสียงได้เกินครึ่ง พรรคการเมืองอื่นก็จะไหลตามมา โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ (21 เสียง) พรรคไทรวมพลัง (ทร.) อีก 6 คน บวกกับ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 เสียง ก็จะได้ 280 เสียง เกินครึ่งไป 30 เสียง แม้จะไม่มากแต่ก็ได้เป็นฝ่ายบริหาร หากมีการยุบสภา ก็ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ
ยิ่ง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรค กธ. ออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว กรณีมีโอกาสที่จะพลิกเป็น เขียว แดง ส้ม มากน้อยแค่ไหน ว่า “เราไม่ได้มีการคุยกันเลย มันเป็นการคาดการณ์และการวิเคราะห์มากกว่า พรรค กธ. ไม่เหมือนพรรคอื่น ตนต้องคุยกับพี่น้องของตน”
เมื่อถามถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. แบะท่าเหมือนส่งสัญญาณมาทางพรรค กธ. ตรงนี้พรรค กธ. จะรับไมตรีหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เรื่องก่อนการเลือกตั้งผมลืมไปแล้ว เรื่องก่อนการเลือกตั้งพูดแล้วว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน พูดมาโดยตลอด ก่อนการเลือกตั้งคนที่เคยเป็นศัตรูกัน ก็กลับมารักกันได้ ต้องเห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการพูดคุยกันนะ ต้องขอยืนยัน เดี๋ยวไปแปลความหมายตัดคำพูดผม ตัดบางคำไป เดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย”
เมื่อถามอีกว่า ถ้ากลับเข้าไป จะต้องเอากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ตัวเองถนัดหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่จำเป็น ตนไม่ได้คาดการณ์อะไร อะไรก็ตามที่สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชน ประเทศชาติ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนก็พร้อมจะทำ อย่าไปคาดการณ์ว่าจะต้องเป็นรัฐบาลหรือไม่เป็น”
เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า ไม่มีปัญหาความขัดแย้งกับพรรคการเมืองไหนแล้ว และไม่ยึดติดว่าพรรค กธ. ต้องได้ยึดครองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเป็นไปได้ว่า เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลสูตรใหม่สำเร็จ “ร.อ.ธรรมนัส” อาจไม่รับตำแหน่งในฝ่ายบริหาร เพื่อตัดจบกระแสต่อต้านรัฐบาล ซึ่งในทางการเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้
เท่ากับว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน” เจอทั้งศึกนอก คือการรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งดูเนื้อหาที่จะถูกเปิดเผยออกมา หนักหนาสาหัสเอาการ ส่วนศึกในคือท่าทีพรรคร่วมรัฐบาล จะเกิดอาการหวั่นไหวหรือไม่ หากมีข้อเสนอหรือแรงจูงใจเพื่อให้เปลี่ยนข้างและย้ายขั้ว โดยเฉพาะตำแหน่งนายกฯ ที่พรรคการเมืองไหนก็หมายปอง

ส่วนประเด็นความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาล “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และหัวหน้าพรรค กธ. ให้ข่าวเรื่องสูตรแดง-เขียว ได้ฟังหรือยัง ว่า “ยัง เมื่อคืนกลับดึก” เมื่อถามว่าจะมีการผสมสี แดง เขียว ส้ม นายกฯ ทำท่าหยุดคิดก่อนตอบว่า “แดง เขียว เอาน้ำแข็งไสใส่แล้วเอานมคาร์เนชั่นราด อย่างนี้เลย” พร้อมชูนิ้วโป้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเยี่ยม
เมื่อถามต่อว่าได้คุยเรื่องนี้กับทางพรรคเพื่อไทย (พท.) แล้วใช่หรือไม่ ซึ่งจังหวะนี้นายกฯ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ ก่อนจะหันไปด้านหลังที่มี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. ยืนอยู่ พร้อมกล่าวว่า “นี่ไง” ก่อนที่นายอนุทินจะเดินไปจับแขนนายจุลพันธ์
เมื่อถามอีกว่า ยังผสมกันลงตัวอยู่ใช่หรือไม่ น้ำเงินกับแดง ไม่ต้องมีสีอื่นเพิ่ม ซึ่งนายกฯ และนายจุลพันธ์ฟังคำถามและยืนยิ้ม โดยนายจุลพันธ์กล่าวสั้นๆ ว่า “ลงตัวครับ กลมกล่อม” จากนั้นระหว่างเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวถามนายกฯ ว่า ยังจับมือกันดีอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ จึงเข้าไปกอดนายจุลพันธ์โชว์ท่ามกลางผู้สื่อข่าวที่ยืนดูอยู่
ขณะที่ “น.ส.รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากการนำเสนอข่าวเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งสื่อมวลชนรับทราบคำตอบจากพรรคร่วมรัฐบาลและนายกฯ ไปแล้วว่า รัฐบาลนี้มีเสถียรภาพและทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ซึ่งวันเดียวกันนี้ในที่ประชุม ครม. นายกฯ ได้นำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดว่า แม้ว่าจะมีความพยายามปล่อยข่าวว่ามีความขัดแย้ง แย่งกันทำงาน ไม่เป็นหนึ่งเดียว แต่ท่านนายกฯ ไม่ได้หนักใจ เพราะเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์ นายกฯ รับรู้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลของฝ่ายไหน แต่เป็นรัฐบาลของประชาชน เราทำงานตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา มีเป้าหมายชัดเจน มั่นใจกับทุกคน มั่นใจกับรัฐมนตรีทุกท่านว่าทำงานอย่างเต็มที่ ท่านไม่มีความกังวลใดๆ ดังนั้นขอให้รัฐมนตรีทุกท่านทำงานด้วยความสบายใจ อย่าไปหวั่นไหวกับคำถามที่มีความพยายามยุยง

ส่วนท่าทีของพรรคฝ่ายค้าน “นายชัยชนะ เดชเดโช” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า ยืนยันมีความพร้อมอยู่แล้ว เมื่อเปิดสภามา สิ่งที่ต้องอภิปรายอันดับแรกคือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ในวาระสามก่อน หลังจากนั้นจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เช่น ประเด็นรวยไม่ไหวแล้ว ปากท้องเศรษฐกิจที่รับผิดชอบโดยกระทรวงพาณิชย์ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ วันนี้น้ำมันลดลง แต่ราคาสินค้าไม่ลด ท่านออกมาพูด ทำไม่ได้สักเรื่อง ก็เป็นจุดอ่อนอยู่แล้ว รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ด้วย ต้องชี้แจงให้ได้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมตัวหลังจากนี้คือฤดูผลไม้ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ ทั้งมังคุด ทุเรียน ปัญหาทุกวันนี้นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทั้งหมด แต่จะอภิปรายประเด็นไหนบ้าง แต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ต้องหารือกัน
“ผมคิดว่าข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ หากมีการไม่ไว้วางใจจริง เดือน ก.ย. หรือเดือน ต.ค. ผมว่าสนุกแน่ และไม่ใช่เป็นละครในสภาแน่ นี่เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและเป็นการเปิดโปงข้อมูลในบางเรื่องที่ไม่ได้รับการเปิดโปงมาในสังคม” นายชัยชนะ กล่าว
เมื่อถามว่า จะถึงขั้นพลิกขั้วอำนาจแดง-เขียว-ส้มหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า “ต้องไปถามที่มาของข่าว ตนคงตอบไม่ได้ พรรค ปชป. ก็ไม่ได้คุยกับใคร”
“เอกนิติ ศุภจี เอ๋ย เจ้าจงทำงานเพื่อประเทศชาติ เจ้าอย่าทำงานเพื่อเสริมสร้างบารมีตนเอง นอกจากแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้แล้ว เจ้าจงกลับไปดูการบริหารในกระทรวงของเจ้า ทั้งสองท่าน ทราบข่าวว่าท่านมีปัญหาทั้ง 2 กระทรวง กับข้าราชการประจำ มีปัญหาด้านนโยบาย สุดท้ายแล้ว กินน้ำมันตับปลาเยอะๆ สมองจะได้ดี จะได้มีสมองในการบริหารประเทศชาติต่อไป” นายชัยชนะ กล่าวและว่า จริงๆ แล้ว อยากฝากน้ำมันตับปลาไปให้เขา แต่ทราบว่าท่านอยู่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง ท่านเองก็น่าจะหาซื้อได้ตามร้านขายยา ดังนั้น พี่เอก พี่แต๋ม ที่เคารพ ทำงานเถอะครับ เพื่อประชาชนด้วย นอกจากน้ำมันตับปลา จะซื้อวิตามินซีให้ด้วย
นั่นหมายความว่าพรรค ปชป. คงจะเสนอให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายเอกนิติ” และ “นางศุภจี” สองขุนพลที่ทำหน้าที่ดูแลในเรื่องเศรษฐกิจ เท่ากับชี้ให้เห็นว่า คนนอกที่เป็นมืออาชีพ ล้มเหลวในการทำงาน
ทีมข่าวการเมือง




