สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นชอบแผนลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แม้เผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับสถานะการคลังของประเทศที่ตึงตัวอยู่แล้ว
การรับรองจากคณะรัฐมนตรีมีขึ้น หลังสภาสามัญของพรรคเสรีประชาธิปไตย ( แอลดีพี ) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล มีมติเป็นเอกฉันท์สนับสนุนแผนดังกล่าวในวันเดียวกัน โดยจะมีผลในเดือน เม.ย. 2570 หากได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งหากผ่านการอนุมัติ แผนนี้จะถือเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นลดภาษีการขาย นับตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ในปี 2532
ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมลดภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารจาก 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี พร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือเทียบเท่าภาษีอีก 1% ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีจากการซื้ออาหารของประชาชนลดลงอย่างแท้จริง
Prime Minister Sanae Takaichi's Cabinet has approved a controversial plan to drop the food consumption tax from 8% to 1% for a two-year period beginning next April. ???? https://t.co/zX6Lb9B4bB pic.twitter.com/gicD31VlDP
— The Japan Times (@japantimes) August 5, 2026
มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของทาคาอิจิ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น แต่จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ราว 5 ล้านล้านเยน ( ราว 1.05 ล้านล้านบาท )
นางซัตสึกิ คาตายามะ รมว.กระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลจะจัดหาเงินทุนสำหรับมาตรการดังกล่าวโดยไม่พึ่งพาพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุล และจะทบทวนทั้งรายจ่ายและรายได้ รวมถึงเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
อย่างไรก็ตาม แผนลดภาษีเผชิญเสียงคัดค้านแม้แต่ภายในพรรครัฐบาล หลังการเจรจาระหว่างพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านเกี่ยวกับขอบเขตและแหล่งเงินทุนล้มเหลว
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเผชิญภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น ทั้งแผนลงทุนภาครัฐและเอกชนมูลค่า 370 ล้านล้านเยน ( ราว 77.57 ล้านล้านบาท )จนถึงปีงบประมาณ 2583 และแนวโน้มเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อตลาดเงินเยนและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะ 2.87% ในสัปดาห์นี้ ส่วนเงินเยนอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 157.6 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 33 บาท ) หลังเคยแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ 155.2 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 32.54 บาท ) จากการแทรกแซงค่าเงินร่วมระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



