เมื่อวันที่ 8 ส.ค. มีรายงานว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ “หมอไห่” นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 ส.ค. เพื่อขอให้คำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น

ถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ) ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี ศาลไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

“หมอจุ๊ก” นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ และว่า “พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ได้ชิ่งยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเลขานุการประจำประธาน กสทช. และใครๆ ก็รู้ว่า ประเวศน์คือกุนซือใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย และมาทำหน้าที่เป็นผู้ดูเรื่องกฎหมายและการบริหาร กสทช. ให้ นพ.สรณ ก่อนนี้อีก คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ตีความว่า กรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจโดยชอบในการทำหน้าที่ (ถอดถอน นพ.สรณ)

ตอนนี้ก็เหลือเพียงขั้นสุดท้ายแล้ว กสทช. ก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นั่นคือการยื่นทูลเกล้าฯ ของนายกฯ อนุทิน จะยื้ออีกทำไม? ภูมิใจไทยมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ? ยังจัดการอะไรไม่เสร็จหรือ? ข้อกฎหมายก็ชัดเจนที่สุดแล้ว นายกฯ อนุทิน จะยื่นทูลเกล้าฯ กี่โมง!! คลื่นความถี่คือสมบัติชาติ ไม่ใช่สมบัติของใคร”

กรณีนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) ตะโกนเรียกร้องสันติภาพและมนุษยธรรมระหว่างนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา นางอังคณา นีละไพจิตร สว. ได้โพสต์เหน็บมาถึงพรรคส้ม ว่า “ส่วนตัวเชื่อว่าสิ่งที่อาจารย์อนุสรณ์ ทำมาจากมโนสำนึกของคนที่เชื่อมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประชาธิปไตยและสันติภาพ เชื่อว่าพรรครู้ แต่ไม่ร่วมแสดงจุดยืน

กรณีอาจารย์อนุสรณ์ก็คงเหมือน สส.รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งแม้จะถูก fake news / disinformation (ข่าวปลอม ข้อมูลสร้างความเข้าใจผิด) กล่าวหาโจมตีว่าเป็น BRN รวมถึงการกล่าวหาลามปามไปถึงลูกที่ยังอยู่ในวัยเด็กเล็ก แต่แปลกใจพรรคมากเพราะขณะที่ชอบพูดถึงคุณค่าประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ป่าวประกาศว่ามี สส. ที่เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชน จนได้เป็นกรรมการสิทธิ ของ IPU แต่กลับปิดปากเงียบกรณีมีการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นี่ยังไม่รวม พรรคเศรษฐกิจ หรือบรรดา สว. ที่ต่อต้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ รวมถึงสิทธิของเด็ก ๆ ที่เป็นลูกแรงงาน ที่พากันเงียบต่อการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของเผด็จการ มิน ออง ไลง์”

“รมต.นก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการ ไทย เอไอ พาสปอร์ต (TH-AI Passport) ว่า จะเร่งเดินหน้าโครงการนี้อย่างแน่นอน โดยคาดว่าจะเปิดตัวได้เร็วๆ นี้ ซึ่งตามทีโออาร์ต้องเปิดตัวให้ทะเบียนก่อน 1 ก.ย. ได้ปรับรูปแบบสัญญาให้รัฐบาลจ่ายเงินตามปริมาณการใช้งานจริงของประชาชนในแต่ละเดือน (Pay-per-Active User) และให้รองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน ได้ทั้งหมดโดยไม่มีปัญหาคอขวด หรือระบบล่ม

“ส่วนการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร (สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน) นั้น ยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่ไปแน่นอน ได้ให้ปลัดดีอีเข้าชี้แจงไปแล้ว ฝ่ายค้านเตรียมล่ารายชื่อยื่นเรื่องตรวจสอบ ก็ต้องถามกลับถึงการที่ประชาชน ที่รอโครงการนี้ก็มีจำนวนมาก จากที่ตนได้ลงพื้นที่ มีประชาชน นักเรียนในต่างจังหวัด ที่รอเข้าร่วมโครงการเพื่อใช้ประโยชน์ในโครงการนี้อยู่

เพราะหากต้องซื้อใช้เองต้องจ่ายต่อเดือนสูงมาก โครงการนี้ผลประโยชน์สูงสุดจึงอยู่ที่ประชาชน จึงเตรียมเพิ่มความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนร่วมกันผลักดันให้ประชาชนเข้ามาใช้งานให้เต็มเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ เพื่อให้คุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินมากที่สุด” นายไชยชนก กล่าว

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย ในกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท สำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการจัดทำร่างคำฟ้องเพื่อยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อนึ่ง นายสยาม ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ทบทวนการพิจารณา โดยชี้แจงเหตุผลว่าไม่มีเจตนาที่จะปกปิดหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว แต่เกิดจากความเข้าใจผิดทางข้อกฎหมายเนื่องจากเชื่อว่าเป็นรายการทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นต้องยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะมีมติอย่างไรต่อไป

อีกเรื่องหนึ่ง “รมต.อ้วน” นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ได้ทำหนังสือถึงนายโฟลเคอร์ เทิร์ก (Mr. Volker Türk) ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส ต่อกรณีรายงานฉบับวันที่ 31 ก.ค. 2569 ของนายทอม แอนดรูวส์ ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ที่มีเนื้อหาพาดพิงประเทศไทย และผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ประเทศไทยมีความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบของรายงานดังกล่าว ซึ่งได้ตั้งข้อกล่าวหาหลายประการต่อประเทศไทย ทั้งที่ควรมุ่งเน้นที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาเป็นหลัก เราเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติที่เกินขอบเขตอาณัติซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

เรายังรู้สึกเสียใจที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ไม่ได้ให้โอกาสและเวลาที่เพียงพอแก่ประเทศไทยในการนำเสนอข้อเท็จจริงรวมถึงมุมมองต่างๆ ก่อนจะเผยแพร่แถลงการณ์และการจัดงานแถลงข่าว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวมียังข้อมูลที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงจำนวนมากโดยปราศจากการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน

การที่รายงานฉบับนี้ไม่ได้นำข้อเท็จจริงและมุมมองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาพิจารณาอย่างครอบคลุม ทำให้รายงานหลุดออกไปจากหลักความเป็นกลาง ความไม่ลำเอียง และความเที่ยงธรรม ตลอดจนออกนอกขอบเขตอาณัติของกระบวนการพิเศษ และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ การที่รายงานฉบับนี้ถูกนำไปสร้างกระแสปลุกเร้าเกินจริง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ท่าน (ข้าหลวงใหญ่) อาจระลึกได้จากการประชุมของเราที่นครเจนีวา ตนได้เคยแสดงทรรศนะไว้แล้วว่าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และผลกระทบที่ตามมานั้น ไม่ได้เริ่มขึ้นจากฝ่ายไทย หากแต่เริ่มขึ้นจากการที่กัมพูชาเปิดการโจมตีเป้าหมายพลเรือนและโรงพยาบาลในประเทศไทย โดยไม่มีการยั่วยุและไม่เลือกหน้า เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 อีกทั้งยังบังคับให้พลเรือนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนของตน แต่ประเด็นเหล่านี้กลับไม่ถูกนำไปสะท้อนไว้ในแถลงการณ์ของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ แต่กลับเสนอข้อเท็จจริงและตัวเลขที่บิดเบือนจำนวนมาก

รายงานล้มเหลวในการนำข้อเท็จจริงและมุมมองที่เกี่ยวข้องของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาอย่างครอบคลุมและสมดุล ก่อนที่จะเปิดเผยแถลงการณ์ต่อสาธารณะ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรติแก่ประเทศไทยในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างที่ควรจะเป็น และเสี่ยงที่จะเปิดช่องให้แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง.

“ทีมข่าวการเมือง”