ทั้งประเด็นยืดเยื้ออย่างเขากระโดงและปมร้อนเรื่องฮั้ว สว. ที่กลายเป็นเวทีประชันฝีปากของทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น และขั้วตรงข้าม ซึ่งดาหน้าออกมาเปิดแผลรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จนตัวรัฐบาลเองกลายเป็นเป้านิ่งจากการที่มัวแต่ตอบเพียงคำว่า “ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม”

​ ท่ามกลางกระแสสังคมที่เคลือบแคลงสงสัยว่านี่คือการซื้อเวลาหรือมีการเป่าคดีกันแน่

สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ “นายกฯหนู” ต้องลุกขึ้นมาปรับทัพใหม่ สั่งหวดก้นรัฐมนตรีและขุนพลภูมิใจไทยทั้ง กมธ. สส. รวมถึงทีมโฆษกพรรคให้เลิกทำตัวเป็นตำบลกระสุนตก 

​ โดยเฉพาะบรรดา “รัฐมนตรีลูกเทพ”  ที่เคยถูกปรามาสว่า “ควรมาจากความสามารถ  มากกว่านามสกุล”

หลัง “การดี เลี่ยวไพโรจน์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเย้ยถึงผลงานของรัฐมนตรีกลุ่มนี้

เป็นเหตุให้ สมาชิกกลุ่มลูกเทพ อย่าง “บุณย์ธิดา สมชัย” รมช.ดีอี อดีตลูกพรรค ปชป. ออกโรง ว่า หยุดผลิตวาทกรรม “ดีแต่พูดเสียที่เถอะ” พวกเราไม่ใช่พวกพูดมาก พวกเรา “พูดแล้วทำ” หลังๆ “ทำแล้วยังไม่พูด” ก็มีอีกเยอะ

เช่นเดียวกับ “พิชญุตม์ พอจิต” สส.คนรุ่นใหม่ อุตรดิตถ์ พรรคภูมิใจไทย โดดออกมาสวนกลับแบบตอกหน้าว่า “เอาแต่วิจารณ์ รมต.ลูกเทพ แต่ สส.พรรคฟ้าที่ตั้งคำถามเหยียบหัวใครมาโผล่ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ หรือไม่”

หรือในกรณีที่ “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ต้องออกมาป้อง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ จากการถูกถล่มเรื่องโครงการข้าวแกง 40 บาท โดยย้ำชัดว่า อย่าเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านมาเล่นการเมืองเพื่อความสะใจ 

ส่วนปมร้อนที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกประชาชนมากที่สุดอย่างกรณี “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ซึ่งสะสมเรื้อรังมานาน  “อนุทิน” ในฐานะ มท.1 ใช้สโลแกน “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เดินหน้าตรวจสอบ แต่ยังไม่พ้นข่าวฉาวเพราะมีเครือข่ายโกงสอบเชื่อมโยงถึงคนในรัฐบาลอยู่ด้วย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เร่งตีปี๊บผลงานเพื่อกู้ชีพความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการ “ทลายกลุ่มทุนผูกขาดไฟฟ้า” ซึ่งถือเป็นงานหินที่รัฐบาลในอดีตไม่เคยกล้าแตะ

​ แต่  “อนุทิน” ในฐานะประธาน กพช. เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ได้เปิดฉากหักด้วยการเปิดโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนระดับตำบลที่จำกัดโควตาไม่ให้ทุนใหญ่ผูกขาดเหมาเข่ง เพื่อกระจายรายได้สู่ชาวบ้านให้เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเองได้ 

ส่วนเรื่องปากท้อง รัฐบาลประกาศลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัยเหลือ 3 บาทต่อหน่วยใน 200 หน่วยแรก พร้อมตัดค่าไฟเสาไฟฟ้าสาธารณะที่เคยแอบเนียนรวมในบิลออก 

รวมถึงกล้าประกาศแก้ปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าชั่วนิรันดร์เพื่อปรับต้นทุนให้เป็นธรรม และเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดมุ่งสู่การแข่งขันเสรี นี่คือการเดินหมากที่ต้องการแตะถึงรากเหง้าของปัญหาพลังงานอย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

ล่าสุดก่อน “นายกฯ” เดินทางไปประเทศจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. ได้เรียกปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และ “พล...สำราญ นวลมา” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชุมด่วนเร่งรัดการดำเนินคดีสำคัญและจัดการโดยเด็ดขาด ได้แก่ การทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น บุกรุกพื้นที่ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลภูเก็ต รวมถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้น หรือประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติ  

ต้องจับตาดูว่า การปรับโหมดเดินเกมสู้เพื่อต่อลมหายใจ ของ รัฐบาลสีน้ำเงินจะฝ่าลมร้อนการเมืองไปได้อย่างไร.