เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวของผู้สูญเสีย พร้อมระบุว่า สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามหลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงว่าใครผิด แต่คือเหตุใดโศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงเกิดขึ้น และจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ดร.สามารถ ระบุอีกว่า หลายคนตั้งคำถามว่าแม้รถดับเพลิงจะเดินทางถึงที่เกิดเหตุภายในเวลาประมาณ 5 นาที ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าระงับเหตุที่รวดเร็ว แต่เหตุใดจึงยังเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งคำตอบอยู่ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีแรกหลังเกิดเพลิงไหม้ เพราะจากข้อมูลเบื้องต้น พบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการสำลักควัน ทั้งนี้ ในทางวิศวกรรมอัคคีภัย ควันคือฆาตกรที่มองไม่เห็น เมื่อไฟลุกลามขึ้นเพดาน ควันร้อนและก๊าซพิษจะแพร่กระจายไปทั่วอาคารอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นทางหนี ขาดออกซิเจน และอาจหมดสติภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที จึงเป็นเหตุผลที่แม้เจ้าหน้าที่จะมาถึงอย่างรวดเร็ว ก็อาจสายเกินไปสำหรับบางชีวิต บทเรียนสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่การทำให้รถดับเพลิงวิ่งเร็วขึ้น แต่คือการทำให้อาคารทุกแห่งที่มีผู้คนจำนวนมาก ต้องสามารถหนีเพลิงไหม้ออกมาได้ด้วยตนเองในช่วงนาทีแรกของเหตุการณ์

อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้สถานที่เกิดเหตุเคยผ่านการตรวจ มีทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และป้ายบอกทางครบถ้วน แต่ในวันเกิดเหตุกลับพบว่ามีสิ่งของกีดขวางทางหนีไฟ สะท้อนว่าอาคารที่ผ่านการตรวจ ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป เพราะมาตรฐานความปลอดภัยที่แท้จริง ต้องเป็นสภาพของอาคารในทุกวันที่ประชาชนเข้าไปใช้บริการ

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง และต้องปิดช่องโหว่ของระบบความปลอดภัย เช่น ควรมีการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอ ควรดำเนินการอย่างจริงจังกับการกีดขวางทางหนีไฟ และที่สำคัญ ควรทบทวนกฎหมายให้ใช้ ‘ระดับความเสี่ยงของกิจการ’ เป็นเกณฑ์ มากกว่าชื่อประเภทกิจการ เพราะร้านอาหารที่มีดนตรีสด ผับ บาร์ หรือโรงเบียร์หลายแห่ง มีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงไม่แตกต่างกันมากนัก” ดร.สามารถ ระบุ

ดร.สามารถ ระบุอีกว่า หลายประเทศเคยเผชิญโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกัน และใช้ความสูญเสียเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบความปลอดภัยครั้งใหญ่ ประเทศไทยไม่ควรรอให้เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงค่อยลงมือแก้ไข อีกทั้งขอฝากถึงผู้ประกอบการว่า ใบอนุญาตเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ขณะที่หน่วยงานของรัฐควรมุ่งตรวจสอบเพื่อให้ประชาชนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย มากกว่าการทำให้สถานประกอบการเพียงแค่ผ่านการตรวจ

“โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ได้สอนให้รถดับเพลิงต้องวิ่งเร็วขึ้น แต่สอนเราว่า ระบบความปลอดภัยของอาคารต้องดีกว่านี้ เพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ทุกวินาทีมีค่า และในหลายกรณี นาทีแรกคือเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับความตาย” ดร.สามารถ ระบุ.

อ่านโพสต์ฉบับเต็มได้ที่นี่