นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ วิจารณ์นโยบาย “ข้าวแกง 40 บาท” ของรมว.พาณิชย์ โดยระบุว่าเป็นการใช้งบประมาณจำนวนมากกับมาตรการเชิงประชาสัมพันธ์มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงไม่สามารถแก้ไขต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจได้ พร้อมเปรียบเปรยว่าเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” และเป็นเพียงมาตรการลูบหน้าปะจมูก มากกว่าจะเป็นนโยบายสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth Policy)
รัฐบาลเตรียมสนับสนุนร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการด้วยเงินช่วยเหลือค่าวัตถุดิบรายละ 3,000-10,000 บาท ตั้งเป้านำร่อง 100,000 ร้าน เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน แต่นายวรวงศ์ตั้งคำถามว่า เมื่อสิ้นสุดการอุดหนุน ร้านค้าจะยังสามารถจำหน่ายอาหารในราคา 40 บาทได้หรือไม่ หากคำตอบคือไม่ได้ สะท้อนว่าการใช้งบประมาณครั้งนี้เป็นเพียงการประคองราคาในช่วงที่รัฐอุดหนุน โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ
นายวรวงศ์กล่าวต่อไปว่า ต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากร้านอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากต้นทุนตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าแรง และต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น หากรัฐบาลไม่ลดต้นทุนเหล่านี้ การอุดหนุนร้านอาหารก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เป็นเพียงการใช้เงินภาษีเข้าไปชดเชยต้นทุนแทน

นโยบายดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อให้เข้าเงื่อนไขของโครงการ มากกว่าการแข่งขันด้วยคุณภาพ โดยโครงการนี้อาจสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ร้านอาหารบางแห่งอาจจัดทำเมนูราคาพิเศษเพียง 1-2 รายการ เพื่อให้สามารถจำหน่ายในราคา 40 บาท และได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เมนูดังกล่าวอาจต้องลดปริมาณหรือคุณภาพของอาหาร เลือกใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อให้สามารถรักษาต้นทุนภายใต้เงื่อนไขของโครงการได้
สุดท้ายประชาชนอาจได้ข้าวแกงราคา 40 บาท เพียงไม่กี่เมนู และเฉพาะร้านที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ขณะที่ปริมาณหรือคุณภาพของอาหารอาจลดลง ส่วนผู้ประกอบการเป็นผู้ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐ ขณะที่ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ทางอ้อมและชั่วคราว จึงต้องตั้งคำถามว่า ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากโครงการคือประชาชน หรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากกว่ากัน
ดังนั้น การอุดหนุนราคาในลักษณะนี้ ยังอาจบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างร้านที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ส่งสัญญาณราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และอาจทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันมาพึ่งพาเงินอุดหนุนจากภาครัฐมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ ท้ายที่สุดรัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงราคา ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องราคาข้าวแกง แต่คือกำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแอ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั้งระบบ ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลควรเป็นการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มากกว่าการใช้งบประมาณเข้าไปอุดหนุนราคาสินค้าเป็นรายโครงการ เพราะเมื่อเงินอุดหนุนสิ้นสุดลง ปัญหาก็จะกลับมาเหมือนเดิม
หากนำงบประมาณจำนวนเดียวกันไปลดต้นทุนพลังงาน ลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มการแข่งขันในตลาด แก้ปัญหาราคาวัตถุดิบ หรือยกระดับรายได้ของประชาชน จะเกิดประโยชน์ในวงกว้างมากกว่าการอุดหนุนราคาข้าวแกง ซึ่งประชาชนได้รับประโยชน์เพียงในช่วงเวลาที่มีการอุดหนุน และเฉพาะร้านที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น
โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “ค่าครองชีพสูงถาวร” (High Cost of Living) ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนด้านพลังงานที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบทุกประเภท ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริง ควรเริ่มจากการลดต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ มากกว่าการอุดหนุนราคาสินค้าเฉพาะบางรายการ
ในอดีต นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ พรรคเพื่อไทย เคยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาต้นทุนการขนส่ง ชะลอการปรับขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งสะท้อนว่า การลดต้นทุนด้านพลังงานเป็นแนวทางที่ส่งผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเมื่อราคาสินค้าปรับขึ้นราคาแล้วการดึงราคาลงทำได้ยากกว่าการป้องกัน
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือรัฐบาลกำลังทุ่มทรัพยากรไปกับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุของรายได้เกษตรกรและกำลังซื้อของประชาชนกลับยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้งข้าว มะพร้าว มะม่วง ลำไย มังคุด ทุเรียน และกุ้ง
ขณะที่ นโยบายจัดตั้ง “ล้งกลางรับซื้อมะพร้าว” ที่เคยประกาศไว้ ได้มีการปรับแนวทางเป็น “ล้งชุมชน” แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการพยุงราคาหรือเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร จึงเห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย มากกว่าการปรับเปลี่ยนชื่อเรียกของโครงการ นอกจากนั้นยังมีนโยบาย “ข้าวประณีต” และ “กุ้งพรีเมี่ยม” แม้ฟังดูดี ชื่อโครงการไพเราะ แต่เป็นนโยบายที่มุ่งหวังผลในระยะยาว ยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่เกษตรกรกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
นายวรวงศ์กล่าวอีกว่า ตลอด 9 เดือน ในตำแหน่งรมว.พาณิชย์ และกว่า 100 วันในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ยังไม่ปรากฏนโยบายใหม่ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจนจากการขับเคลื่อนของเจ้ากระทรวง โดยผลงานส่วนใหญ่เป็นงานประจำที่ข้าราชการดำเนินการอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรี “เลิกโกหกประชาชน และเลิกโกหกนายกรัฐมนตรี” เพราะหากรัฐบาลยังได้รับข้อมูลที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ประเทศก็จะยิ่งสูญเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
“ท่านรมว.พาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องแผ่เมตตาให้คนอื่น เพราะประชาชนทั้งประเทศแผ่เมตตาให้ท่านทุกวันอยู่แล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่การจัดอีเวนท์หรือมาตรการผักชีโรยหน้าเพื่อประชาสัมพันธ์ แต่คือผลงานที่จับต้องได้จริง การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มรายได้ของประชาชนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น การยกระดับราคาสินค้าเกษตร และการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่อาศัยหลักเศรษฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อสร้างภาพว่ากำลังแก้ปัญหา แล้วปล่อยให้ปัญหาที่แท้จริงถูกซุกไว้ใต้พรม เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้ด้วยการประชาสัมพันธ์หรือการอุดหนุนราคาชั่วคราว แต่ต้องอาศัยนโยบายที่แก้ต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง” นายวรวงศ์ กล่าว



