เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร  กล่าวภายหลังการประชุม กมธ.ที่ดินฯ ว่า ที่ประชุมมีการพิจารณา 2 เรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ คือ การจัดการสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ศาลสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิใน จ.ภูเก็ต และการบุกรุกป่าต้นน้ำ เพื่อทำไร่ขิงใน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ โดย กมธ.ที่ดินฯ หนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ยึดคืนที่ดินของรัฐ และฟื้นฟูเพื่อประชาชน เช่น การทำเป็น “ป่านันทนาการ” ซึ่งบางพื้นที่ใน จ.ภูเก็ต (ป่าเทือกเขานาคเกิด) ได้ประกาศไปแล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การทุบทิ้งอาคารขนาดใหญ่ก่อขยะและปล่อยคาร์บอนมหาศาล จึงควรหาทางนำทรัพย์สินที่รัฐได้คืนมาใช้ให้คุ้มค่า

อย่างไรก็ตามจากการศึกษาข้อกฎหมาย พบว่าในพื้นที่อนุรักษ์ กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย และมีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาวางแนวไว้เช่นนั้น การจะนำอาคารมาปรับใช้เพื่อส่วนรวมจึงต้องแก้ไขกฎหมายก่อน ที่ประชุมจึงมีแนวทางที่จะศึกษาร่างแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติและพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ผ่านกระบวนการของสภาอย่างรอบคอบ กมธ.ที่ดินฯ ย้ำหลักประกันชัดเจนว่า แนวทางนี้ ไม่ลบล้างคำพิพากษา คดีที่ศาลสั่งให้รื้อถอนก็ต้องรื้อถอนตามคำสั่งศาล ไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ผู้กระทำผิดยังต้องรับโทษทุกประการและรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการเองอย่างโปร่งใส นำรายได้เข้าแผ่นดิน 

ส่วนที่ จ.เชียงใหม่ กรณีกลุ่มทุนจากนอกพื้นที่นำเครื่องจักรหนักบุกรุกไถป่าต้นน้ำบนดอยป่าหนา ต.แม่ทะลบ เพื่อปลูกขิง ทำให้ดิน ตะกอน และสารเคมี ไหลลงอ่างเก็บน้ำแม่ทะลบจนตื้นเขินและเสี่ยงปนเปื้อนน้ำประปาของชุมชน จนชาวบ้านกว่า 300 คนรวมตัวเรียกร้อง ซึ่ง กมธ.ที่ดินฯ เร่งรัดให้หยุดการบุกรุกทันที ตรวจสอบคุณภาพน้ำ เร่งทวงคืนและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และดำเนินคดีกับตัวการอย่างจริงจัง พร้อมย้ำถึงองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ให้เข้มงวดกรณีพื้นที่เช่ากว่า 11,441 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วกว่า 70% และป่าอนุรักษ์ต้นน้ำราว 247 ไร่ ถูกทำลาย

“ทรัพย์สินและป่าไม้เหล่านี้เป็นของส่วนรวม เราจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ทั้ง จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ หรือที่ใดในประเทศ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบกฎหมายและเคารพคำพิพากษา เมื่อกฎหมายยังไม่เปิดช่อง เราก็ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ศึกษาแก้กฎหมายอย่างรอบคอบ ส่วนป่าต้นน้ำนั้น น้ำสะอาดคือชีวิตของชาวบ้าน เราจะไม่ยอมให้ใครทำลายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ซึ่ง กมธ.ที่ดินฯ จะติดตามความคืบหน้าทั้ง 2 เรื่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทรัพยากรของส่วนรวมเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ภายใต้กรอบกฎหมายและความเป็นธรรม” ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าว