ถึงวันนี้วิทยายุทธแก่กล้า สามารถเดินเกมหลอกหลอน เซาะกร่อนทำลายศรัทธาของ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” กลายเป็น“หนูติดจั่น” ในสายตาประชาชน จนถึงขั้นที่พลพรรคพิทักษ์นาย ทนอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป
อย่างคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่กำลังครุกรุ่น ซึ่งเป็นรื่องใหญ่ ลากยาวมากว่า 2 ปี และล่าสุดก็พบว่าแต่ละฝ่ายล้วนมีพฤติกรรมไม่ต่างกัน ทั้งส้ม ทั้งน้ำเงิน อย่างไรก็ตามแม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยังไม่ตัดสิน แต่คนเชื่อเกินครึ่งแล้วว่ามีความผิดปกติ และเพ่งโทษไปที่กกต. และบัลลังก์สีน้ำเงิน
และอีกเรื่องใหญ่คือการ “โกงสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการท้องถิ่น” แม้ด้านหนึ่งบอก เป็นผลงานการปราบโกงที่เอาปัญหาที่ซุกใต้พรมขึ้นมาสู่การแก้ไขปัญหา แต่อีกด้านหนึ่งก็มองเป็นเรื่อง “งามหน้า” เพราะต้องยอมรับว่า “เสี่ยหนู” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาหลายสมัย เรื่องอยู่ใต้จมูกแท้ๆ เลยไม่พ้นต้องถูกวิจารณ์ เขย่าศรัทธาไปด้วย
นี่แค่น้ำย่อย… สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นราวๆ เดือน ก.ย. นี้ ยังไม่รวมประเด็นเศรษฐกิจการค้า โดยเฉพาะภาษีสหรัฐ เรื่องชายแดน และบิ๊กโปรเจ็คของลูกเทพ และอีกเยอะรวมแล้วยาวเป็นหางว่าว
อย่างไรก็ตาม จากวันนี้ไปจนถึงวันนั้น เป็นห้วงเวลาที่จะวัดฝีมือของรัฐบาล ในการสางปัญหาต่างๆ เรียกคืนศรัทธาประชาชน
เพราะล่าสุด “ลิซ่า ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน” ออกให้สัมภาษณ์ดุเดือดว่า “ในการเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นเกิดขึ้นแน่นอน จะแบบลงมติ ตามมาตรา 151 หรือการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ฝ่ายค้านหรือจัดคิวเชือดแน่นอน เดือดไม่เดือด เอาเป็นว่าอารมณ์ของประชาชนวันนี้มันต้องเป็นระดับรุนแรงอยู่แล้ว”
ส่วนจะปรับครม.หรือไม่นั้น ไม่สำคัญเท่า กับการปรับ “ภาวะผู้นำของนายอนุทิน” ซึ่งแทบไม่เห็นการลุยในเรื่องที่ควรลุย แต่กลับถนัดในการเป็นคน “สุขนิยม” แต่ถ้าจะปรับครม.จริง ก็ปรับ สัดส่วน “ลูกเทพ” เพราะมือไม่ถึง แล้วให้ลูกคนอื่นมาเป็นรัฐมนตรี ก็ยังพอมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นได้ เห็นมีคนพรรคภูมิใจไทย ต่อแถวอีกเพียบ
ขณะที่ “ลูกเทพ” ที่ตกเป็นเป้าใหญ่อย่าง “ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” บอกไม่กังวลที่จะถูกปรับครม. และพร้อมให้ประเมินผลงาน แต่ใด ๆ ก็ตามคงต้องขอเวลา 1 ปี ถึงจะเห็นเนื้อหนังผลงานเหล่านี้อออกมา
อืม…นี่ก็ 4 เดือนในการทำงานของรัฐบาล ท่ามกลางดรามาไม่เว้นแต่ละวัน แต่ท้ายที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็การตัดสินอยู่ที่ระบบรัฐสภา ซึ่งวันนี้อาจจะยังยากที่จะล้มบัลลังก์สีน้ำเงินได้ เพราะถ้านับนิ้วดูแล้ว จำนวนสส. ร่วมรัฐบาลเป็นทีมใหญ่โหวตยังไงก็ชนะ และถ้านับนิ้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งโดยสว.ที่กำลังมีปัญหาอยู่ก็ปาไปกี่องค์กร แทบจะเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้รอดพ้นในสภา แต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาประชาชน หากประชาชนหมดศรัทธา ไม่เชื่อรัฐบาลอีกต่อไป จากนี้การทำงานจะเดินต่อไปได้ยาก ดังนั้น “อย่าเหลิง” แล้วทำทุกอย่างตรงไปตรงมา จึงจะเป็นทางเดียวที่จะฟื้นศรัทธาประชาชนได้.



