แม้ “น.ส.ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) จะไม่ออกมาเปิดประเด็นว่า ช่วงการเปิดสภาสมัยสามัญ จะมีขึ้นปลายเดือน ส.ค. พรรคฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐบาลอย่างหนักแน่นอน ในการเปิดเวทีอภิปรายตรวจสอบรัฐบาล ส่วนจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ตามมาตรา 151 หรือการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ให้รอการตัดสินอีกครั้ง แต่ในทางการเมือง เชื่อว่าฝ่ายค้านคงมุ่งซักฟอกรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 151 เพราะมีหลายประเด็นที่กระทบกับแกนนำรัฐบาล และความเชื่อมั่นของฝ่ายบริหาร ทั้งเรื่องที่ดินเขากระโดง กระบวนการฮั้ว สว. โครงการ TH-AI Passport ปัญหาโกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ล้มเหลวในเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด สแกมเมอร์ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลพวงจากการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปัญหาวิกฤติพลังงาน ที่มีข่าวว่ามีไอ้โม่งกักตุนพลังงาน ซึ่งมาถึงวันนี้กระบวนการตรวจสอบความผิดปกติ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า มีใครเกี่ยวข้องบ้าง

ซึ่งหากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น คงพอประมวลได้ จะมีใครถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจบ้าง คนแรกคงหนีไม่พ้น “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ต้องรับผิดสูงสุดกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล ยิ่งมานั่งควบกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินเขากระโดง ทุจริตการสอบโกงข้าราชการท้องถิ่น นอกจากนี้นายอนุทิน ยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. และถ้าหากมีปัญหาเกิดขึ้นกับหัวหน้ารัฐบาล อาจส่งผลทำให้รัฐบาลมีอันเป็นไป เพราะเริ่มจะมีการปล่อยข่าวสูตรจัดตั้งรัฐบาลใหม่ “แดง-เขียว” ซึ่งอาจดึง พรรค ปชน. และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาร่วมด้วย

ส่วนคนที่สองคือ “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ซึ่งในช่วงเกิดวิกฤติพลังงาน ได้รับผิดชอบบริหารจัดการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แต่ก็เกิดเสียงวิจารณ์ในด้านลบ เพราะมีญาติประกอบธุรกิจปั๊มน้ำมัน หรืออดีตคนใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโกงสอบท้องถิ่น ปัญหาที่ดินเขากระโดง โครงการแลนด์บริดจ์ แม้จะยุติโครงการไปแล้ว แต่ก็มีข่าวว่าก่อนหน้านั้น มีการกว้านซื้อที่ดิน หรือการรับผิดชอบโครงการสำคัญในกระทรวงคมนาคม ที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น อีกทั้งยังมีข่าวเกิดความขัดแย้งในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระหว่างนายอนุทิน นายพิพัฒน์ และครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีกทั้งนายกฯ ยังดึงโครงการอีอีซี ที่นายพิพัฒน์ดูแล ไปรับผิดชอบเอง ซึ่งการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีการลงคะแนนไว้วางใจ อาจได้เสียงพรรคร่วมรัฐบาลไม่ครบ

อีกคนหนีไม่พ้น ต้องถูกยื่นซักฟอกแน่ๆ “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรค ภท. ซึ่งประเด็นหนีไม่พ้น การผลักดันโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ที่การจัดซื้อจัดจ้างส่อว่ามีการล็อกสเปกให้พวกพ้องเครือข่ายมารับงาน และยังต้องถูกถามถึงความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ต้องจ่าย แม้จะอ้างว่า รายละเอียดของโครงการเป็นเรื่องของข้าราชการประจำ แต่ในฐานะที่เป็นฝ่ายนโยบายก็หนีไม่พ้น ต้องแสดงความรับผิดชอบ ก่อนหน้านี้ “นางการดี เลียวไพโรจน์” สส. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไปยื่นเรื่องให้กระทรวงดีอี ยกเลิกโครงการนี้ เพราะไม่คุ้มค่ากับการใช้งบประมาณ และคุณภาพก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นอกจากนี้ “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส. พรรค ปชน. ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ของสภาผู้แทนราษฎร ก็เดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ อีกทั้ง “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส. พรรคไทยภักดี (ทภ.) ก็นำเรื่องไปยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ
ดังนั้น 3 แกนนำพรรค ภท. ทั้งนายอนุทิน นายพิพัฒน์ และนายไชยชนก หนีไม่พ้นต้องถูกซักฟอก นอกจากจะเป็นแกนนำของพรรคแกนนำรัฐบาล ยังรับผิดชอบดูแลโครงการสำคัญ และมีประเด็นที่ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัย และมีคำถาม หากพรรคฝ่ายค้านมีข้อมูลลึก และไม่เคยนำเสนอเป็นข่าวมาก่อน มาเปิดเผย ย่อมเกิดผลกระทบกับรัฐบาล
ด้าน “นายธนกร วังบุญคงชนะ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านขู่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังเปิดประชุมสภา ในเดือน ส.ค.นี้ ว่า ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่ฝ่ายค้านสามารถดำเนินการได้ และถือเป็นเรื่องที่ดีที่ฝ่ายค้านจะใช้ช่องทางนี้ เพื่อตรวจสอบรัฐบาล ดีกว่าให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ โหมโรงรายวัน แต่พอเอาเข้าจริงมีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ และประเด็นที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เชื่อว่าพอจะเดาได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ดังนั้นเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกท่านสามารถอธิบายได้อยู่แล้ว
“หากมองในแง่ดี ก็ถือเป็นโอกาสดีให้รัฐบาลได้ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย เพราะทุกวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ทำงานเต็มที่อยู่ทุกวัน เสียงรัฐบาลในสภาก็เหนียวแน่น จึงไม่มีอะไรต้องกังวล อย่างไรก็ตาม หากจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ก็หวังว่าฝ่ายค้านจะรับฟังเหตุผลด้วย แต่ถ้ายังติดลม คิดว่ามีหลักฐานทุจริตชัดเจน หรือกลัวว่าประชาชนจะมองว่าดีแต่โม้ ก็สามารถนำเรื่องไปยื่น ป.ป.ช. ได้ รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบทุกเรื่องอยู่แล้ว” นายธนกร กล่าว
เมื่อถามว่า รัฐบาลรู้สึกกังวลหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้กังวลอะไร เพราะมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด โดยเฉพาะท่านนายกฯ รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามบิดเบือนข้อมูลต่างๆ มาโดยตลอดด้วย ทั้งนี้ เมื่อฝ่ายค้านอ้างว่ามีข้อมูลเยอะ ก็เตรียมข้อมูลให้ดี ไม่ใช่พอถึงเวลาเอาจริงแล้วอ้างนั่นอ้างนี่ให้ประชาชนต้องเสียเวลาเปล่ามานั่งฟังวาทกรรมเสียดสี แต่ไร้ข้อเท็จจริงแถมไร้น้ำหนัก เพราะอารมณ์ของประชาชนวันนี้ เขาก็คงเบื่อการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านระดับรุนแรงแล้วเหมือนกัน

ยังพ่นพิษไม่หยุด ปมข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ที่พุ่งเป้าไปที่ “แกนนำพรรค ภท.” จนกลายเป็นคดีความ ล่าสุด “นายทิวา การกระสัง” ทนายความ ได้รับมอบอำนาจจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อว่าที่ พ.ต.ท.วิษณุชัย คารมย์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ขอให้ดำเนินคดีอาญากับ 3 บุคคล ได้แก่ 1. นายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สว. จ.หนองบัวลำภู 2. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน และ 3.นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และมีการเผยแพร่สิ่งที่กระทำนั้น ทั่วราชอาณาจักรผ่านสื่อ ตามมาตรา 328

โดยนายทิวา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 69 ซึ่งมีการจัดงานเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ณ อาคารรัฐสภา สิ่งที่บุคคลทั้ง 3 ร่วมกันกระทำ เป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงร้องทุกข์เพื่อต้องการให้บุคคลทั้ง 3 นั้น มามอบตัวหรือพบพนักงานสอบสวน เพื่อนำข้อเท็จจริงมาคุยกันเลยว่า สิ่งที่พูดนั้นจริงหรือเท็จ โดยนายทรงศักดิ์ไม่ได้มีเจตนาที่จะปิดปากบุคคลใดๆ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการที่จะตรวจสอบ แต่การตรวจสอบนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง หากพนักงานสอบสวนสอบสวนแล้ว มีบุคคลอื่นร่วมด้วย ก็สามารถที่จะดำเนินคดีต่อไปได้ ทุกคนมีสิทธิตามกฎหมาย เมื่อเขาอ้างว่ามีสิทธิที่จะตรวจสอบ เราก็มีสิทธิที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะทุกคนต้องเสมอภาคตาม รธน.

ต้องยอมรับ “คดีฮั้ว สว.” ถือเป็นคดีสำคัญทางการเมือง เพราะเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล และอาจส่งผลให้สมการการเมืองเปลี่ยน ดังนั้นการนำเสนอข้อมูลต่อสังคม จึงมีผลกระทบแต่ละฝ่าย จึงไม่แปลกที่จะไม่มีใครยอมใคร.
“ทีมข่าวการเมือง”



