รวมถึงการบุกรุกพื้นที่ของกลุ่มนายทุน และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ภูเก็ตจนเกิดเรื่องอื้อฉาว เรื่องสายบังคับบัญชา เมื่อรองผู้ว่าราชการคนหนึ่ง อ้างว่าตนเองมีอำนาจและเส้นสายสามารถสั่งย้ายผู้ว่าฯภูเก็ตได้ จนสุดท้ายมีการสั่งย้ายทั้งผู้ว่าฯภูเก็ต และ 2 รองผู้ว่าฯภูเก็ต นอกจากนี้ ยังมีเรื่องจัดการความผิดเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินี ถือหุ้นหรือประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติ รวมถึงปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด สถานบันเทิง สถานบริการ และการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากประเด็นข้างต้นทำให้ “นายกฯอนุทิน” ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งจากปัญหาที่สะสมกันมา เป็นเหตุให้วันที่ 28 ก.ค. ซึ่งเป็นวันหยุด ได้เปิดกระทรวงมหาดไทย เรียกผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคลองหลอด มารับทราบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น และใช้โอกาสนี้กู้วิกฤติศรัทธาจากประชาชน

อนุทิน” ประกาศว่าจะมีการรีเซ็ตกระทรวงคลองหลอดครั้งใหญ่ในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์กลายเป็น “กระทรวงมหาไถ”

เบื้องต้น คือการปรับย้ายข้าราชการระดับสูงครั้งใหญ่ไฟกระพริบ ครอบคลุมตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด และในส่วนนี้โยกย้ายมาแทนตำแหน่งต่างๆ ที่เกษียณอายุในผู้บริหารระดับสูงอีก 18 ตำแหน่ง และผู้บริหารระดับต้นอีก 24 ตำแหน่ง

อนุทิน” ในฐานะ มท.1 วางนโยบายให้ก้าวข้ามความเป็น “สิงห์ดำสิงห์แดง” รวมถึงทุกกลุ่มทุกสีภายในกระทรวง พร้อมสลายระบบแบ่งสี แบ่งก๊วน และสายการเมืองในการบริหารงาน โดยจะพิจารณายึดหลักเกณฑ์สำคัญ ได้แก่ ความอาวุโส ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และประวัติการรับราชการที่ไม่มีความด่างพร้อย

นอกจากเรื่องปัญหาข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นการเมืองในกระทรวงมหาดไทยที่ต้องรีเซ็ต หลังเกิดภาพ “งัดข้อ” หรือศึกสายเลือดภายใน “ค่ายสีน้ำเงิน” โดยมีสองขั้วหลักที่ถูกจับตามองคือ ขั้วของ “อนุทิน” ที่มีแนวโน้มสนับสนุน “ปลัดป๊อบ” อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และขั้วของ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกมองว่าให้การสนับสนุน “อธิบดีพวง” นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง 

โดยมีกระแสข่าวต้องการผลักดันให้ขึ้นแท่นปลัดกระทรวงมหาดไทยแทน และที่ผ่านมามีการประลองกำลังกันมาตลอดทั้งเปิดเผย และทางลับเรียกได้ว่าผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ไล่ตั้งแต่ปมคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ชี้การโยกย้าย “นฤชา” จากอธิบดีกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นไปเป็นผู้ตรวจราชการในยุค “ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็น มท.1 ขัดต่อระบบคุณธรรม ก่อน “นายกฯ” คืนความเป็นธรรมโยกกลับมาเป็นอธิบดีกรมการปกครองช่วง “รัฐบาลหนู 1” 

จากนั้นก็เห็นความพยายามปล่อยข้อมูลโจมตี เพื่อลดความน่าเชื่อถือ และสกัดกั้นอีกฝ่าย เมื่อ “อธิบดีพวง” เกิดประเด็นปมแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือความพยายามลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตท้องถิ่นในสมัยนั่งอธิบดี สถ. ก็ถูกมองเป็นอีกเกมส่วนหนึ่งสกัด “นฤชา” หรือไม่ 

ขณะเดียวกัน เมื่อมีข่าวลือโจมตีคนใกล้ชิดของฝั่ง “ปลัดอรรษิษฐ์” ในประเด็นเดียวกัน ก็ถูกดิสเครดิตกลับเช่นกัน นำมาซึ่งบรรยากาศการทำงานที่มีแต่ความหวาดระแวง การขับเคลื่อนนโยบายบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ประชาชนเกิดสภาวะ “เกียร์ว่าง” ข้าราชการต่างๆ ดูทิศทางลมและดินฟ้าอากาศ ไม่กล้าสนองนโยบายไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเกรงว่าหากเลือกข้างผิดจะถูกเช็กบิลภายหลัง 

สำหรับ 2 ตำแหน่งนี้ถือเส้นเลือดใหญ่ของกระทรวง หากเกิดภาวะสะดุด ก็กระทบไปถึงกระบวนการงานทั้งระบบของกระทรวง ดังที่ “อนุทิน” เปรียบเทียบความสำคัญของ รมว.มหาดไทย, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อธิบดีกรมการปกครอง เป็น The Three musketeers” หรือ “สามทหารเสือ

  แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น และ “อนุทิน” ให้โอกาสทั้งคู่มานานแล้ว แต่ท้ายสุดยังเน้นที่การวัดพลังพิสูจน์ว่าแบ็กใครใหญ่กว่ากัน มากกว่าเอาเวลาทำงานทุ่มเทแก้ปัญหาให้ประชาชน การเด้งทั้งคู่ออกจากตำแหน่งเดิมพร้อมกัน ดังเช่น “โมเดลที่ภูเก็ต” ก็ถือเป็นทางออกที่เหมาะสม.