แล้วเงินมันจะเหลือไปลงทุนให้เกิดดอกงอกเงยขึ้นอย่างไร จึงมีการพูดถึงการปรับลดงบประจำ อันหมายถึงเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ นำมาซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินต้องการปฏิรูประบบราชการ โดยมอบหมายนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ศึกษา

เบื้องต้นก็มีเรื่องการเออร์ลี่ รีไทร์ ซึ่งรองนายกฯปกรณ์ มองว่า “อาจปรับช่วงเออร์ลี่เป็นช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป” เพื่อว่า คนที่ออกจากราชการยังสามารถปรับตัวทำงานอย่างอื่นได้ ไม่แก่เกินเรียนรู้  นอกจากการเออร์ลี่รีไทร์ มีเป้าหมายการลดอัตรา ตำแหน่งทางราชการลง เนื่องจากบางตำแหน่งไม่จำเป็นอีกต่อไป หรือสามารถใช้เอไอแทนได้ โดยการยกเลิกตำแหน่ง รอให้คนสุดท้ายที่ทำงานอยู่ในขณะนี้เกษียณแล้วยกเลิกไปเลย แต่ยังไม่รู้ว่า มีตำแหน่งอะไรโดนเลิกบ้าง

ในการประชุม กมธ.งบประมาณ นายวีระ ธีรภัทรานนท์ ในฐานะ กมธ.ได้เสนอยกเลิกบางหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีบทบาท ดูเหมือนฝ่ายรัฐบาลจะเด้งรับเพราะตรงกับความต้องการจะยกเลิกอยู่แล้ว เบื้องต้น จะศึกษาเพื่อยุบสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)  ธนาคารที่ดิน ( องค์การมหาชน ) และองค์การมหาชนอีก 3-4 แห่ง ที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี  ซึ่งรองนายกฯ ปกรณ์วางแผนเริ่มยุบหน่วยงานในเดือน ก.ย.

จะยุบหน่วยงานไหน ขณะนี้รอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ( ก.พ.ร.) ศึกษามาก่อน แต่นายปรกรณ์ย้ำว่า จะไม่ให้กระทบกับข้าราชการ ซึ่งคนของหน่วยงานที่ถูกยุบอาจย้ายไปอยู่หน่วยงานอื่น ตอนนี้ยังไม่รู้ไปก่อนว่า เอาเออร์ลี่รีไทร์กี่คน หน่วยงานไหนจะโดนยุบ  รัฐบาลต้องทำเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับนโยบาย FastPass หรือกระบวนการลดขั้นตอนการติดต่อขออนุญาตกับราชการไปด้วย  เพื่อให้ปฏิรูปราชการทำครั้งเดียวทำได้ครอบคลุม ทำได้มาก

คนที่จับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจากพรรคประชาชนคือ “สส.ไหม”ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ที่ติงว่า “ยังไม่มีความชัดเจน และไม่มีแผนภาพใหญ่”  สส.ไหมเห็นว่า จะต้องทบทวนภารกิจหน่วยงานก่อนที่จะทำเออร์ลี่รีไทร์  มีการทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ จำเป็นต้องยุบอะไรบ้าง เป็นต้น จากนั้นค่อยทำการคัดเลือกบุคคลที่ได้ไปต่อ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าคนมีความสามารถเออร์ลี่เป็นลำดับแรก

“เนื่องจากเงินชดเชยเพียง 12 เดือน ซึ่งคนที่อายุเกิน 50 ปี อาจจะดึงดูดได้บ้าง แต่เมื่อกำหนดช่วงอายุสำหรับเออร์ลี่ 40-49 ปี ที่เข้าโครงการได้ให้ชดเชยสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน คงไม่มีใครอยากเข้าโครงการ เพราะข้าราชการที่อายุต่ำกว่า 50 ปี ออกตอนนี้จะยังไม่ได้รับบำนาญ คิดว่าสุดท้ายไม่น่าจะมีข้าราชการสนใจ การชดเชยไม่ดึงดูด ส่วนที่ว่า หากหน่วยงานใดมีคนออก 5 คน ก็จะจ้างคนนอกมาปรับปรุงด้านเทคโนโลยีแทนนั้น มองว่าไม่น่าทำให้หัวหน้าหน่วยงานใดสนใจ”

สส.ไหมยังมองว่า  ควรคิดเรื่องยุบหรือรวมหน่วยงานก่อน  เมื่อเหลือแค่ไหนค่อยไปทำเออร์ลี่รีไทร์ แต่กลายเป็นว่าเมื่อโครงการไม่ได้ผล ไปเอาอันนั้นออก หรือมีแรงกดดันจากห้องกรรมาธิการ กระแสสังคม แล้วก็จับหน่วยงานมายุบรวม จึงขอเสนอให้ศึกษาก่อนสัก  6-12 เดือน เพราะยังไม่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณทันที และมาตรการที่มีอยู่ยังไม่ได้ช่วยทำให้งบประมาณปี 2571 กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไม่ต้องรีบร้อนรีบออกมามาตรการเช้าอัน เย็นอันแบบนี้

เรื่องปฏิรูปมีอีกเรื่องหนึ่งที่“ห้ามละสายตา” คือการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือกฎหมายบัตรทอง ซึ่งมีข่าวออกมาว่า จะแก้ไขให้เป็นการร่วมจ่าย ทางแพทย์ชนบทออกมาค้านมาก เพราะมันจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ อาจมีผลไปถึงดึงเอกชนเข้ามามีบทบาทกำหนดค่ารักษาพยาบาล ทำให้คนจนส่วนหนึ่ง ( ที่ไม่มีเงินร่วมจ่าย ) กลายเป็นผู้ป่วยอนาถา ทำลายทั้งหลักสุขภาพและทำลายศักดิ์ศรี  ระบบที่เคยสร้างมาพังยับ

เรื่องบัตรทองละเอียดอ่อนมาก พรรคไหนก้าวพลาดมีโอกาสเสียศูนย์หนัก คะแนนลดฮวบ จะปรับอะไรคิดดีๆ.