กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก มีเรื่องลบถาโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง  ก่อนหน้านี้ “นายสันติ ปิยะทัต” ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํารองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม) ทั้งๆ ที่เป็นคนทำงานใกล้ชิดรัฐบาลภูมิใจไทย (ภท.) เคยเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” ขณะที่ก่อนหน้านั้น นายรัชพงศ์ ชูแก้ว” ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่ง เลขานุการ รมว.คมนาคม  โดยมีรายงานว่า สาเหตุที่ทำให้นายรัชพงศ์ต้องลาออก อาจเป็นเพราะพัวพันกับกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่ เพราะมีรายชื่อญาติสอบได้ในลำดับต้นๆ สำหรับนายรัชพงศ์เป็นอดีตผู้สมัคร สส. สงขลา เขต 2 พรรค ภท. และอดีตสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สงขลา เขต อ.หาดใหญ่  โดยก้าวสู่ตำแหน่งเลขาฯ รมว.คมนาคม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1

ล่าสุดยังมีข่าวในระหว่าง การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 69 ในช่วงเวลาประมาณ 09.00-10.00 น. ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจให้กับผู้ที่อยู่ในห้องประชุม โดยแหล่งข่าวระบุว่า สส.ภาคเหนือชื่อดัง สังกัดพรรค ภท. ได้เดินเข้าไปยื่นโน้ตที่เขียนด้วยลายมือให้กับ สส.จากพรรคประชาชน (ปชน.) กลางที่ประชุม พร้อมกล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ “มือทำงานเบื้องหลังคนสำคัญของนายเนวิน ชิดชอบ” ฝากมาให้ ต่อมา ภายหลังการประชุมคณะ กมธ.เสร็จสิ้น สส.พรรค ปชน. รายดังกล่าวได้ลงมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อ การทำงานของนายพิพัฒน์  ในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า คว้าน้ำเหลว จึงหันไปทำท่าเรือคลองเตย สานต่อ “Entertainment Complex” ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะทำเป็นท่าเรืออัจฉริยะ ก่อนที่ในช่วงเย็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง จะแถลง ยุติโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะผลศึกษาพบว่า ไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ โดย สส.ที่แถลงเรื่องดังกล่าวคือ “นายภัณฑิล น่วมเจิม” ส.ส.กทม. พรรค ปชน.

ต้องยอมรับในช่วงที่นายพิพัฒน์” เข้ามาบริหารจัดการเรื่องน้ำมัน ในช่วง สงครามสหรัฐ-อิหร่าน  ก็ถูกโจมตีในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ มีญาติประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องธุรกิจปั๊มน้ำมัน ซึ่งกระแสด้านลบที่ถาโถมเข้าใส่ อาจเป็นเพราะ นายพิพัฒน์  เป็นแกนนำคนสำคัญ ที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้ และนำพาให้พรรคประสบความสำเร็จ จนได้ สส.มากที่สุดถึง 30 คน เลยตกเป็นเป้าในการโจมตี  และถ้าเรื่องที่มีใบสั่ง มาจากผู้มากบารมี  ให้โจมตีรองนายกฯ และรมว.คมนาคมจริง ต้องถือเป็นแผลใหญ่ของพรรคสีน้ำเงิน เพราะ ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ  ก็ถือเป็นผู้มากบารมี  มีส่วนทำให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ส่วน “นายพิพัฒน์” ก็ถือเป็นนายทุนคนสำคัญของพรรค กลายเป็นรอยร้าวครั้งใหญ่ ตามสำนวนที่ว่า “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน”

เริ่มมีความชัดเจน  ถึงแนวทาง การปฏิรูประบบราชการ หลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงราชการ ในเรื่องการยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนหรือไม่มีความจำเป็นว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ให้นโยบายมาแล้วว่าจะยุบ โดยหน่วยงานที่จะยุบอันดับต้นๆ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือน ก.ย. คือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. (ธนาคารที่ดิน) อาจนำไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จากนั้นจะพิจารณายุบหน่วยงานอื่นๆ ที่ซ้ำซ้อนต่อไป เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และหน่วยงานองค์การมหาชน อีก 4-5 หน่วยงานในเบื้องต้น ที่ไม่ผ่านการประเมิน

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุผล วิธีการเก่าๆ แบบนี้ควรเลิกได้แล้ว  หากดูจากสถานการณ์ และตัวเลขงบประมาณ ยังทำเช่นเดิมประเทศจะไปไม่ได้ โลกมันเปลี่ยนไป  ส่วนหลักการพิจารณายุบหน่วยงานนั้น  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเป็นผู้ประเมินหน่วยงานราชการ ส่วนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ  กระทรวงการคลัง จะเป็นฝ่ายผู้ประเมิน โดยเกณฑ์ประเมินคือ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน ส่วนการบริหารจัดการอัตรากำลังหน่วยงานที่ถูกยุบไป จะมีสองแนวทาง 1.ถ้าสมัครใจออก ก็เข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ 2.ย้ายไปอยู่หน่วยงานใหม่ แต่ยอมรับว่าสิทธิประโยชน์คงไม่ได้เหมือนเดิม จะต้องอิงตามระบบหน่วยงานใหม่ ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างรัฐหรือเปลี่ยนวิธีการทำงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะนิ่ง และเทียบประเทศอื่นไม่ได้ที่พัฒนาดีขึ้น ก็ต้องคิดเอาว่า จะเลือกเอาประเทศ หรือจะเลือกเอาตัวเอง

คงต้องรอดู จะมีแรงต้าน จากหน่วยงานที่ถูกยุบหรือไม่ โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ถ้ายังอยากอยู่ต่อ สิทธิประโยชน์ก็ไม่เหมือนเดิม และมีจะมีหน่วยงานไหนบ้าง จะต้องรับสภาพการถูกปฏิรูปอีก

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน นำโดย “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ” พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ก็ยังเดินหน้าจัด เวทีชำแหละฮั้ว สว. เป็นครั้งที่สอง ภายใต้ชื่อ “เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)”  โดยมีผู้ร่วมอภิปรายและพยานบุคคล ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์  นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป. ) นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว ผู้สมัคร สว.จังหวัดภูเก็ต นายสมนึก สุชัยธนาวนิช โดยมีการเปิดเผยว่า มีอดีต สส.พรรคหนึ่ง จองตั๋วเครื่องบิน-จัดโรงแรม-เสนอเงินให้ พร้อมทั้งมีการทำโพยเลือก สว.

“นายพริษฐ์” ยังให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ร่างคำฟ้องหมิ่นประมาท เรื่องฮั้ว สว. เสร็จแล้ว ว่า คนที่ต้องเตรียมมากกว่า คือ ผู้ที่ถูกกล่าวหาจากพรรค ภท. ในการตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ในงานเสวนาวันนี้ จากข้อมูลที่ได้นำเสนอต่อสาธารณะ ซึ่งมั่นใจว่าข้อมูลที่นำเสนอทั้งหมดนี้ อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว ทั้งของ กกต. และดีเอสไอ รวมทั้งเรื่องเส้นเงินอยู่ในสำนวนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าอยู่ในสำนวน ซึ่ง กกต. และดีเอสไอน่าจะ ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด เมื่อถามอีกว่าหากท้ายที่สุด กกต. ยกฟ้องทั้ง 229 คน จะทำอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้จะยกฟ้องบางคน สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องดำเนินคดีกับ กกต. ฐาน ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ แต่ที่กังวล คือการตัดตอนแบบแนบเนียน สังเวยน้ำเงินอ่อนเพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม  ส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ออกมาชี้แจง ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ส่วน “นายยิ่งชีพ” ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมตัวหลังนายกฯ และพรรค ภท.เดินหน้าฟ้องว่า  ยังมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว. มีมากมายมหาศาล อยู่ในสำนวนของ กกต. และดีเอสไอ  ส่วนที่อยู่กับเราเป็นเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของที่ กกต. ขอเชิญทุกคนที่ถูกกล่าวถึง ออกมาชี้แจงด้วยตัวเอง เมื่อถามว่าผู้ถูกกล่าวหาพูดมาตลอด คือเรื่องเป็น พยานบุคคลไม่น่าเชื่อถือ  นายยิ่งชีพ กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้มีคำถามว่า แล้วมีเส้นทางทางการเงินหรือไม่ วันนี้ก็ตอบแล้วว่ามี มีเยอะกว่านี้ แต่ไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องเปิดเผย ยกเว้นศาลไม่ฟ้อง และ คดีจบก็ต้องเปิดเผย เมื่อถามต่อว่าหลังจากนี้ต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา เพราะนายศุภชัย บอกว่าสามารถฟ้องแยกได้ นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ไปได้ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล   ยืนยันยังมีข้อมูลที่จะนำเสนอในโอกาสต่อไป แต่ถ้า กกต. สั่งฟ้องโดยเร็ว ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอต่อศาล  ตนจะเลิกพูดและไปนั่งฟังในศาล

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้า ดำเนินคดีตามกฎหมาย กับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ จากประเด็นคดีฮั้วเลือก สว.

ส่วน “นายศุภชัย” ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ตอนนี้มีกูรู ทนายทะแนะ นักวิชาการ นักกฎหมายออกมาเกาะกระแส ออกความคิดเห็นกันมากมาย พูดเรื่องกฎหมายปิดปาก SLAPP หรือ Slap สารพัดวิชา ได้แสงกันตามประสงค์ โดยหลักกฎหมาย ไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้เสียหายทั้ง 9 คน จะต้องฟ้องเป็นคดีเดียวกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำ และข้อเท็จจริงของคดีเป็นสำคัญ ผู้เสียหายแต่ละคนมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ด้วยตนเอง ในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ศาลฎีกาได้วางหลักไว้โดยสรุปว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นความผิดต่อผู้เสียหายเฉพาะตัว

“..สิทธิในการร้องทุกข์และสิทธิในการฟ้องเป็นของผู้เสียหายแต่ละคน  ผู้เสียหายคนหนึ่งใช้สิทธิแทนอีกคนไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายบัญญัติไว้ ฐานะผู้ได้รับมอบจากผู้เสียหายในคดีนี้ คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล คำฟ้องแล้วเสร็จตั้งแต่วันแรกแล้ว  แต่เรื่องนี้ก็ยังคึกคักสนุกสนานกันในหน้าสื่อ ก็เลยปล่อยให้ท่านๆ ทั้งหลายได้รับแสงกันถ้วนหน้า และทั่วตัวไปก่อน แต่ไม่รีบ ยืนยันว่าฟ้องแน่นอนครับ เช่นเดียวกับผู้เสียหายอีก 8 ท่าน ใจเย็นๆ ครับ..” นายศุภชัย  ระบุ

จนกว่า กกต.จะวินิจฉัย “คดีฮั้ว สว.” เชื่อว่า ยังมีประเด็นที่ทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ต่างนำเสนอข้อมูล ส่วนเรื่องการฟ้องร้อง ก็ยังเดินหน้าไปตามขั้นตอน  เมื่อ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และทีมกฎหมายพรรค ภท.ยืนยัน เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

ทีมข่าวการเมือง