รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้จัดทำรายงานความเสี่ยงทางการคลัง พบประเด็นที่น่ากังวลต่อภาระทางการคลังอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 โดยข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปีงบประมาณ 68 พบยอดคงค้างภาระผูกพันรวมได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนทะลุ 1.13 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงการสะสมตัวของภาระหนี้จากการดำเนินนโยบายกึ่งการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดภาระผูกพันสะสมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มาจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการใหม่ตามมาตรา 28 ในปีงบประมาณ 68 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 160,627 ล้านบาท มากสุดนับตั้งแต่ปี 66 เป็นต้นมา โดยเงินที่นำไปใช้ส่วนใหญ่เป็นโครงการลักษณะการให้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่าแก่เกษตรกร ซึ่งไม่ได้ช่วยสนับสนุนหรือยกระดับผลิตภาพของภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนเท่าที่ควร

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างหนี้สะสม 1.13 ล้านล้านบาท พบว่ารัฐบาลได้มีการนำเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐไปใช้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แบกรับภาระหนี้กึ่งการคลังสูงสุดอันดับหนึ่งที่ 963,919ล้านบาท ตามด้วยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) 65,482 ล้านบาท ธนาคารออมสิน 51,431 ล้านบาท  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 35,840 ล้านบาท ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 11,338 ล้านบาท  ซึ่งการใช้ธนาคารรัฐมาแบกรับหนี้รัฐในปริมาณที่สูงมากเช่นนี้ สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินของสถาบันการเงินเหล่านี้ตามมา

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดรวมหนี้ผูกพันตามมาตรา 28 ณ สิ้นปีงบประมาณ 68 จะอยู่ที่ 30.21% ของงบรายจ่าย และยังอยู่ภายใต้กรอบเพดานตามกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 32% แต่ถือว่าขยับเข้าใกล้มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้ทั้งหมดแบ่งออกเป็น ลูกหนี้ที่รอการชดเชยจากรัฐบาล 715,315 ล้านบาท หนี้ผูกพันที่ยังไม่มีการรับรู้ 286,688 ล้านบาท และภาระผูกพันที่นับรวมอยู่ในหนี้สาธารณะแล้ว 131,748 ล้านบาท

ที่น่ากลัวกว่านั้น ท่ามกลางการจัดทำโครงการรัฐผ่านมาตรา 28 ที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่กลับพบว่า การจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนหนี้ชดเชยให้กับโครงการมาตรา 28 กลับมีแนวโน้มลดลง โดยในปีงบประมาณ 69 มีการตั้งงบประมาณเพื่อคืนหนี้เพียง 58,249 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.54% ของงบประมาณรายจ่ายฯ เท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี เมื่อเทียบกับปี 66 ที่รัฐเคยตั้งการใช้หนี้ไว้สูงถึง 3.63% หรือ 115,764 ล้านบาท สัดส่วนการคืนหนี้ที่น้อยลงเช่นนี้จะส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้เวลานานขึ้นในการเคลียร์หนี้สะสม และฉุดรั้งพื้นที่ทางการคลังในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความเสี่ยงดังกล่าว ครม.ได้มีมติเห็นชอบแนวทางในการกำกับดูแลการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 อย่างเข้มงวด โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า โครงการใหม่ต้องไม่ใช่การให้เงินอุดหนุนหรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรง ต้องเป็นกรณีที่ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณตามปกติหรือใช้นบกลางฉุกเฉินได้ และต้องผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวงการคลังร่วมกับนายกรัฐมนตรีก่อนเสนอ ครม. อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งควบคุมการออกโครงการใหม่ และวางแผนจัดสรรงบประมาณเพื่อเร่งใช้คืนหนี้ให้กับแบงก์รัฐโดยด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการคลังของประเทศไม่ให้เผชิญวิกฤตในระยะยาว