วันที่ 20 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคจากการคัดกรองคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 โดยระบุว่า กระทรวงคมนาคมต้องขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น เนื่องจากหลักเกณฑ์เดิมที่ออกมาเพื่อคัดกรองผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือที่สุดนั้น เมื่อนำมาปฏิบัติจริงกลับพบข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเสียสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม
ปลดล็อกเกณฑ์ถือครองรถยนต์-จักรยานยนต์
จากข้อมูลการร้องเรียนผ่านกรมการขนส่งทางบกทั่วประเทศ พบปัญหาหลัก 4 ประเด็น คือ 1. การมีรถเก่ามูลค่าต่ำที่ไม่ได้ใช้งานแต่ยังมีชื่อในระบบ 2. รถสูญหายหรือสิ้นสภาพแต่ยังไม่ได้แจ้ง 3. รถที่ขายต่อแบบโอนลอยแต่ผู้ซื้อยังไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และ 4. กรณีถูกแอบอ้างชื่อนำไปสวมสิทธิซื้อรถ
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อปรับเกณฑ์พิจารณายานพาหนะใหม่ ดังนี้
- รถยนต์เก่า : หากมีอายุการใช้งาน เกิน 20 ปี จะไม่นำมาพิจารณาเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ
- รถจักรยานยนต์เก่า : หากมีอายุการใช้งาน เกิน 15 ปี จะไม่นำมาพิจารณาเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ
- การผ่อนชำระ : อนุญาตให้ถือครองรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ได้ ไม่เกิน 2 คัน (จากเดิม 1 คัน) โดยต้องอยู่ในระหว่างการผ่อนชำระ

อำนวยความสะดวกการอุทธรณ์สิทธิ
สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องรถสิ้นสภาพ รถที่ขายไปแล้ว หรือถูกสวมสิทธิ นายสิริพงศ์ ระบุว่า ประชาชนสามารถแจ้งเรื่องได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศเพื่อบันทึกข้อมูล โดยสามารถใช้หลักฐานการขายหรือการบันทึกถ้อยคำเพื่อใช้ประกอบการอุทธรณ์
นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังได้จัดทำแบบฟอร์มร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่ ไม่ต้องเดินทางไกลมายังขนส่ง
ขณะเดียวกันนอกจากประเด็นเรื่องรถแล้ว ยังมีการปรับเกณฑ์สำหรับ นักเรียนนักศึกษา โดยเฉพาะในระบบนอกโรงเรียน (สกร.) และอาชีวศึกษานอกระบบ รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นของกลุ่มนักศึกษาที่เรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพแต่มีความยากจน
“ขอให้พี่น้องนักศึกษาสบายใจได้ว่า ท่านจะไม่ถูกตัดสิทธิเพียงเพราะสถานะการเป็นนักศึกษาเพียงอย่างเดียว และไม่จำเป็นต้องลาออกจากสถานศึกษาเพื่อรักษาสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ” นายสิริพงศ์ กล่าว
ขอทบทวนเกือบครึ่งติดปัญหารถยนต์
ด้าน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รับทราบถึงปัญหาและข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการครอบครองรถยนต์ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงสิทธิ
นายวินิจ ชี้แจงว่า ปัญหาเรื่องเกณฑ์รถยนต์เกิดจากข้อจำกัดด้านข้อมูลของกระทรวงคมนาคม ที่ไม่สามารถทราบสถานะการ “โอนลอย” หรือการขายรถที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อทางทะเบียนได้ ส่งผลให้ผู้ที่ขายรถไปแล้วแต่ชื่อยังค้างอยู่ในระบบเสียสิทธิ จากข้อมูลล่าสุดพบว่ามี ประชาชนขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2.9 ล้านราย ซึ่งกว่า 40% เป็นปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมนำเรื่องปรับเกณฑ์เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อกำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เช่น การใช้หลักฐานสัญญาซื้อขายหรือการโอนลอยมาประกอบการพิจารณา โดยมีเป้าหมาย จะเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่ได้รับสิทธิสวัสดิการภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

เร่งคืนสิทธิผู้เดือดร้อน
นายวินิจ กล่าวถึงกรณีจากที่กระทรวงการคลังได้ใช้ข้อมูล “Dynamic Data” หรือข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย มาใช้ตรวจสอบรายได้ของผู้ลงทะเบียน พบว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งเข้ามาทักท้วงเนื่องจากถูกผู้ประกอบการทุจริตนำชื่อไปแอบอ้างเป็นลูกจ้างปลอมเพื่อลดหย่อนภาษี
“กระทรวงการคลังยินดีรับเรื่องร้องเรียนในส่วนนี้ และจะเร่งดำเนินการในสองมิติ คือ การคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจริงอย่างรวดเร็ว และการติดตามดำเนินคดีกับผู้ที่นำชื่อไปแอบอ้าง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการคืนสิทธิให้ทันภายในวันที่ 1 ตุลาคมเช่นกัน” นายวินิจ กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ทำงานเชิงรุกร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สำรวจผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิเลย ซึ่งพบกลุ่มเป้าหมายใหม่ถึง 2.3 ล้านราย โดยในจำนวนนี้มีการยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว 841,000 ราย และเจ้าหน้าที่จะเร่งลงพื้นที่ติดตามส่วนที่เหลือเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครตกหล่น
เสนอ ครม.เคาะ 6 ล้านรายรับสิทธิ 60/40
สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่หรือไม่ได้มาลงทะเบียน ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านราย กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องต่อ ครม. พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) เพื่อขออนุมัติงบฯ ขยายสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ให้กลุ่มนี้เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเป็นการคืนโอกาสและบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน
“การปรับปรุงฐานข้อมูลในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่จะมีข้อมูลของผู้ที่เดือดร้อนที่สุดอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมและตรงจุดในแต่ละระดับความเดือดร้อนต่อไป” นายวินิจ กล่าว
ขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ทบทวน
ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเตรียมขอ ครม. ขยายเวลาในการยื่นอุทธรณ์จากเดิมถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เป็นวันที่ 20 กันยายน 2569 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาไปเก็บข้อมูล และให้ผู้ยื่นอุทธรณ์ได้เตรียมข้อมูล ซึ่งต้องใช้เวลา



