เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 1 ส.ค. ร.ต.อ.ธรรมโชติ พันธุฟัก รอง สว.(สอบสวน) สน.ลาดพร้าว รับแจ้งเหตุยิงกัน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย บริเวณหน้าศาลา 16 วัดบึงทองหลาง แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.ต.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผบก.น.4 พ.ต.อ.ธนาพันธ์ ผดุงการ ผกก.สน.ลาดพร้าว ฝ่ายสืบสวน สน.ลาดพร้าว เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าศาลา 16 พบศพนายโภคัย หรือ “เกียร์” ขวดใส อายุ 27 ปี นอนหงายจมกองเลือด สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำ กางเกงยีน ถูกยิงเข้าบริเวณลำตัวและศีรษะ ใกล้กันพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 8 ปลอก และเศษหัวกระสุนจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ได้แก่ นายโยธิน เสร็จธุระ อายุ 26 ปี ถูกยิงบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง และนายอุสมะ โซะพิทัต อายุ 26 ปี ถูกยิงบริเวณขาทั้ง 2 ข้างและแขนขวา โดยพลเมืองดีช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายโภคัย ผู้ต้องหาในคดี กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งเพิ่งได้รับการประกันตัวในชั้นศาล สน.โชคชัย จากกรณีทำปืนลั่นใส่ น.ส.ณัฐวิภา พิมพ์จำปา อายุ 22 ปี แฟนสาว จนกระสุนตัดขั้วหัวใจเสียชีวิต ช่วงเช้ามืดวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา

เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 338/142 หมู่บ้านอยู่สบายวิลล่า ซอย 3 ลาดพร้าว 87 แยก 10 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลลาดพร้าว และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยญาติของ น.ส.ณัฐวิภา เพิ่งนำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 6 วัดบึงทองหลาง ซึ่งอยู่ติดกับศาลาที่เกิดเหตุเป็นวันแรก

หลังจากนายโภคัยเดินทางมาขอขมาศพเสร็จ นายนพรัตน์ หรือ “บังซัน” มูฮัมหมัดอารี อายุ 23 ปี ได้ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ฟอร์ซ่า สีน้ำเงิน ทะเบียน 2 ขณ 3908 กรุงเทพมหานคร โดยมี น.ส.จันจิรา ศิริพัฒน์ อายุ 17 ปี แฟนสาวซ้อนท้าย เข้ามาภายในวัด

จากนั้นนายนพรัตน์ได้ต่อว่านายโภคัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง น.ส.ณัฐวิภา ซึ่งเป็นเพื่อนรักของ น.ส.จันจิรา โดยไม่เชื่อว่าเป็นเหตุปืนลั่น แต่เชื่อว่าเป็นการตั้งใจยิง ขณะที่นายโยธินและนายอุสมะ ซึ่งเป็นเพื่อนของทั้งสองฝ่าย พยายามเข้าห้ามปราม แต่ไม่เป็นผล

นายนพรัตน์จึงชักอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. ออกมากระหน่ำยิงใส่นายโภคัยจนเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ก่อนขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีออกทางถนนรามอินทรา

จากการตรวจสอบประวัติ นายนพรัตน์เคยถูกจับกุมคดี พ.ร.บ.อาวุธปืน และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ท้องที่ สน.หัวหมาก เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยมีของกลางเป็นอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. และกระสุนอีก 4 นัด

เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลอาญาออกหมายจับที่ 4320/2569 ลงวันที่ 1 ส.ค. 69 ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่น” และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ก่อนติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด จนพบรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุจอดอยู่บริเวณหน้าแฟลตเอื้ออาทรคู้บอนสยามธรณี อาคาร 23 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ

เจ้าหน้าที่ทราบว่านายนพรัตน์พักอยู่ห้องเลขที่ 25/11 ชั้น 2 จึงรายงาน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. ก่อนสนธิกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ RTF191 หน่วยอรินทราช 26 บก.สายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ชุดหนุมาน บก.ป. ชุดสืบสวน บก.น.4 บก.น.2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าปิดล้อมพื้นที่ โดยมี พล.ต.ท.สยาม เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาคารดังกล่าวสูง 5 ชั้น ห้องพักของนายนพรัตน์อยู่บริเวณชั้น 2 ด้านในสุด ติดหน้าต่างด้านข้างอาคาร สามารถเข้าออกได้เพียงทางเดียว

ระหว่างปิดล้อม นายนพรัตน์เกิดอาการคลุ้มคลั่ง กักตัวอยู่ภายในห้องกับ น.ส.จันจิรา และใช้อาวุธปืนยิงออกมาทางหน้าต่างเป็นระยะ รวมถึงยิงใส่ผนังห้อง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชนบริเวณชั้น 2 ออกจากพื้นที่ พร้อมปิดกั้นไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าออก

นายนพรัตน์เข้าใจว่ารถตู้สีขาวที่จอดอยู่หน้าอาคารเป็นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงยิงใส่หลายนัดจนรถได้รับความเสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมนานกว่า 4 ชั่วโมง

ระหว่างอยู่ภายในห้อง นายนพรัตน์ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปรากฏภาพใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ติดแม็กกาซีนแต่งซิ่งแบบยาว สามารถบรรจุกระสุนได้สูงสุด 33 นัด และมีการสูบพอตเคกับ น.ส.จันจิรา พร้อมพูดพาดพิงถึงนายโภคัยว่าเป็นผู้ทำให้ น.ส.ณัฐวิภาเสียชีวิต รวมถึงมีปัญหาเรื่องพอตเค

นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะยิงตัวตายทั้งคู่ และจะไม่ยอมมอบตัว โดย น.ส.จันจิรา มีการถามนายนพรัตน์อยู่ตลอดว่าจะยิงเลยหรือไม่ พร้อมบอกว่าจะไปด้วยกัน เจ้าหน้าที่จึงพยายามรอให้ทั้งสองฝ่ายสงบสติอารมณ์

อย่างไรก็ตาม นายนพรัตน์ยังคงยิงปืนออกมาเป็นระยะ รวมกว่า 20 นัด ก่อนออกจากการไลฟ์และเก็บตัวเงียบอยู่ภายในห้อง เจ้าหน้าที่พยายามเจรจา โดยทราบว่านายนพรัตน์เป็นห่วงแม่ หากติดคุกเกรงว่าจะได้รับอันตราย

กระทั่งเวลา 02.15 น. เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด เมื่อสิ้นเสียงปืน น.ส.จันจิรา ร้องไห้และเปิดประตูห้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พบว่านายนพรัตน์นอนหงายอยู่กลางห้อง มีอาวุธปืนขนาด 9 มม. อยู่ใกล้ตัว ภายในแม็กกาซีนมีกระสุน 13 นัด และมีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ขมับขวา

เจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลสินแพทย์ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัว น.ส.จันจิรา ไปสงบสติอารมณ์ที่ สน.ลาดพร้าว ก่อนสอบสวนเบื้องต้น โดยให้การว่า เป็นผู้บอกให้นายนพรัตน์ไปยิงนายโภคัย เนื่องจากไม่เชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.ณัฐวิภา เกิดจากความประมาท แต่เชื่อว่าเป็นการตั้งใจยิง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอให้ น.ส.จันจิรา สร่างจากฤทธิ์พอตเค ก่อนสอบสวนอย่างละเอียด และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป