นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในแต่ละปีเกษตรกรไทยมีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสำหรับการเพาะปลูกประมาณ 1.4 ล้านตัน โดยครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 700,000 ตัน มาจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ใหม่ภายในประเทศ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 700,000 ตัน เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรเก็บไว้ใช้เองและแลกเปลี่ยนกันในชุมชน สำหรับเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีที่ผลิตใหม่ในแต่ละปี กรมการข้าวผลิตได้ประมาณ 100,000 ตัน ขณะที่ภาคเอกชนและสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผลิตได้ราว 400,000 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชนผลิตอีกประมาณ 40,000 ตัน ส่วนที่เหลือมาจากสหกรณ์และผู้ผลิตรายย่อยทั่วประเทศ ทำให้ปริมาณเมล็ดพันธุ์โดยรวมเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

แม้ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์จะมีเพียงพอ แต่กรมการข้าวยังเดินหน้าส่งเสริมให้ชาวนาหันมาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำหน่าย เพราะเป็นอาชีพที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการขายผลผลิตข้าวทั่วไป โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของกรมการข้าว เพื่อรับเมล็ดพันธุ์ตั้งต้นไปขยายพันธุ์ เมื่อได้ผลผลิตแล้วสามารถจำหน่ายคืนให้กรมการข้าว หรือจำหน่ายเองได้ เป็นการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของประเทศไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ข้อมูลพบว่า พันธุ์ กข85 มีเมล็ดพันธุ์พร้อมจำหน่ายมากที่สุดถึง 5,359,450 กิโลกรัม รองลงมา ได้แก่ กข79 จำนวน 2,526,160 กิโลกรัม, กข111 จำนวน 2,477,825 กิโลกรัม, กข61 จำนวน 2,418,375 กิโลกรัม, กข49 จำนวน 2,246,825 กิโลกรัมและ กข41 จำนวน 1,621,515 กิโลกรัม ซึ่งทั้งหมดจำหน่ายในราคา 17 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่เมล็ดพันธุ์ ปทุมธานี 1 มีปริมาณพร้อมจำหน่าย 1,667,875 กิโลกรัม จำหน่ายในราคา21 บาทต่อกิโลกรัม ส่วน กข22 มีเมล็ดพันธุ์พร้อมจำหน่าย 404,725 กิโลกรัม ราคา 22 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวแต่ละสายพันธุ์มีมูลค่าแตกต่างกันตามคุณภาพและความต้องการของตลาด

กรมการข้าวเชื่อว่า การขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่าย ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศ และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง