สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยแพร่รายงาน ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ของสหรัฐขยายตัวเมื่อไตรมาสที่สองของปีนี้ หรือระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. ที่ผ่านมา ในอัตรา 1.5% เมื่อเทียบแบบรายปี
การขยายตัวดังกล่าวต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% แต่ยังเพิ่มขึ้นจาก 0.5% เมื่อไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และ 2.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นประมาณสองในสามของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐ เพิ่มขึ้นในอัตรา 3.2% ต่อปี จาก 0.5% ในไตรมาสแรก
ขณะที่การลงทุนภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 8.4% ต่อปี โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านอุปกรณ์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสะท้อนการขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับเอไออย่างต่อเนื่อง
Breaking: U.S. economic growth slowed to 1.5% in the second quarter, falling short of economists’ expectations https://t.co/W2R6nIS4V2
— The Wall Street Journal (@WSJ) July 30, 2026
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้การค้าเป็นปัจจัยฉุดการเติบโตของจีดีพีมากกว่า 1% และสินค้าคงคลังภาคธุรกิจก็เป็นอีกปัจจัยกดดันการเติบโต
ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ( พีซีอี ) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ ( เฟด ) ให้ความสำคัญ ลดลง 0.1% เมื่อเดือน มิ.ย. แต่เมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้น 3.7% ส่วนดัชนีพีซีอีพื้นฐานเพิ่มขึ้น 3.3% ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งประกอบกับเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ยังคงสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟดต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ( เอฟโอเอ็มซี ) ของเฟด มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% โดยนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด กล่าวว่า หากเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเร่งตัว ขณะที่ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง เฟดย่อมมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หรืออาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มากกว่าการผ่อนคลายนโยบาย.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



