เมื่อวันที่ 18 ก.ค.69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา  กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และ อาจารย์ประจำหลักสูตรและที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เขียนบทความเรื่อง ก่อนจะสายเกินไป : วิสัยทัศน์นายกฯ อนุทิน กับภัยเงียบจากโดรนเหนือฟ้าไทย เนื้อหาระบุว่า เมื่อภัยคุกคามยุคใหม่อาจไม่ได้มาเป็นกองทัพหรืออาวุธหนัก แต่อาจมาในรูปของอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก รัฐบาลกำลังวางรากฐานยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถมองเห็นความเสี่ยง คาดการณ์ และป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุ

ค่ำคืนหนึ่ง หากท่านเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แล้วพบแสงเล็ก ๆ กำลังเคลื่อนที่อยู่เหนือสนามบิน เหนือโรงไฟฟ้า เหนือค่ายทหาร หรือเหนือสถานที่สำคัญของประเทศ หลายคนอาจคิดว่า “คงเป็นคนเล่นโดรนถ่ายภาพธรรมดา” แต่ในโลกยุคปัจจุบัน คำตอบอาจไม่ง่ายเช่นนั้นอีกต่อไป

เพราะในศตวรรษที่ 21 ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติอาจไม่ได้เริ่มต้นจากรถถัง เครื่องบินรบ หรือกองกำลังขนาดใหญ่เหมือนในอดีต แต่อาจเริ่มต้นจากอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กที่บินอย่างเงียบ ๆ เหนือศีรษะของเรา และนั่นคือเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า “ใครกำลังมองเราอยู่จากท้องฟ้า?”

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา 

เมื่อภัยคุกคามเปลี่ยนไป ประเทศก็ต้องเปลี่ยนชุดความคิด

ในฐานะที่ผมดำรงตำแหน่ง กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (อ.ก.ต.ช.) ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมีหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบายด้านความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการป้องกันและเฝ้าระวังภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ผมเห็นว่า ประเด็นเรื่องอากาศยานไร้คนขับมิใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่เป็นประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชนอย่างจริงจัง

จากประสบการณ์ด้านยุทธศาสตร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยง ที่ผมมีโอกาสศึกษา ณ Georgetown University กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ร่วมกับผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและคณะนายทหารที่เกี่ยวข้องกับ Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ตลอดจนการศึกษาด้าน Data Science และระเบียบวิธีจาก University of Michigan รวมทั้งการทำงานด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ ทำให้ผมเห็นสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจนว่า

ภัยคุกคามในอนาคต มักไม่ประกาศตัวล่วงหน้า แต่มักเริ่มต้นจากสัญญาณเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความหมาย โดรนหนึ่งลำอาจไม่มีอะไรน่ากังวล แต่หากมีการพบโดรนหลายครั้ง หลายพื้นที่ หลายช่วงเวลา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เราจับโดรนได้กี่ลำ” แต่คือ “เราเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังโดรนเหล่านั้นแล้วหรือยัง”

โดรนไม่ใช่เพียงของเล่น ความเข้าใจผิดประการสำคัญ คือการมองโดรนเป็นเพียงวัตถุที่บินอยู่บนท้องฟ้า

แต่ในความเป็นจริง โดรนคือระบบไซเบอร์ที่บินได้ โดรนสมัยใหม่ประกอบด้วย

  • ระบบซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน
  • ระบบกำหนดตำแหน่งผ่านดาวเทียม
  • ระบบสื่อสารและคลื่นความถี่
  • กล้องและเซนเซอร์
  • ระบบคลาวด์และฐานข้อมูล
  • ปัญญาประดิษฐ์
  • ระบบบินอัตโนมัติ
  • ผู้ควบคุมและเครือข่ายสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โดรนไม่ใช่เพียงเครื่องบินเล็ก ๆ แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง อากาศยาน + ไซเบอร์ + ข้อมูล + ปัญญาประดิษฐ์ + ข่าวกรอง เข้าด้วยกัน สิ่งที่น่ากังวล คือ “พื้นที่ความมั่นคงที่อ่อนไหวและเปราะบางต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชน” สิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกกังวล ไม่ใช่การมีโดรนเพิ่มขึ้น แต่คือการที่โดรนปรากฏตัวเหนือ พื้นที่ความมั่นคงที่อ่อนไหวและเปราะบางของแต่ละประเทศ เช่น

  • สนามบิน
  • พระราชฐาน
  • ค่ายทหาร
  • โรงไฟฟ้า
  • เขื่อน
  • โรงกลั่นน้ำมัน
  • ศูนย์ข้อมูล
  • ระบบสื่อสาร และ ลอจิสติกส์
  • โรงพยาบาล
  • ท่าเรือ
  • ด่านชายแดน
  • เรือนจำ
  • สถานที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่

เพราะหากเกิดเหตุขึ้นกับพื้นที่เหล่านี้ ผลกระทบจะไม่ได้เกิดกับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่กระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ แล้วโดรนเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่? อาจไม่มีอะไรเลยแต่ก็อาจกำลัง

  • สำรวจเส้นทางเข้าออก
  • บันทึกตำแหน่งสำคัญ
  • ทดสอบเวลาตอบสนองของเจ้าหน้าที่
  • ค้นหาช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัย
  • รวบรวมข่าวกรอง
  • หรือแม้แต่เตรียมการสำหรับบางสิ่งในอนาคต

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก แต่คือการไม่ประมาท ในโลกของ Data Science

เหตุการณ์โดรนแต่ละเหตุ อาจเป็นเพียง “จุดข้อมูล” (Data Point) ที่ยังไม่มีความหมาย แต่เมื่อข้อมูลจำนวนมากถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทั้ง

  • สถานที่
  • เวลา
  • รูปแบบการบิน
  • ประเภทอุปกรณ์
  • คลื่นความถี่
  • ผู้ครอบครอง
  • พฤติกรรมการใช้งาน

เราอาจมองเห็นสิ่งที่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ และอาจค้นพบว่าเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลย แท้จริงแล้วอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกัน

นี่คือเหตุผลที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดด้านความมั่นคงแบบ “รอให้เกิดเหตุก่อนเผชิญระงับเหตุ (Reactive Security)” ไปสู่แนวคิดด้านความมั่นคงแบบ “คาดการณ์และป้องกันล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ (Predictive and Preventive Security)” ตรวจจับยึดดำเนินคดีเครือข่ายโดรนเถื่อนยังไม่ทันโจมตีได้ก่อน เพราะความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 มิได้วัดกันที่ว่า ใครสามารถตอบสนองหรือโต้กลับได้รวดเร็วกว่า หากแต่กำลังวัดกันที่ว่า ใครสามารถมองเห็นและคาดการณ์เพื่อป้องกันภัยคุกคามได้ก่อน

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการ คือ การพัฒนาระบบข่าวกรอง การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการวิเคราะห์และคาดการณ์ภัยคุกคาม เพื่อให้ประเทศสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง

วันนี้ ประเทศไทยโชคดีที่กำลังเกิดความสอดคล้องอย่างน่าสนใจระหว่าง วิสัยทัศน์ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มองเห็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่และผลักดันการบริหารจัดการภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ร่วมกับ การขับเคลื่อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการผลักดันกลไกเฉพาะทาง การพัฒนาฐานข้อมูลโดรน และการยกระดับศักยภาพการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ รวมทั้ง มุมมองทางวิชาการ ที่พยายามส่งสัญญาณเตือนว่า โดรนในพื้นที่สำคัญของประเทศ ไม่ควรถูกมองเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่ควรถูกวิเคราะห์ในฐานะ สัญญาณเตือนล่วงหน้า ของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ของโลก ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมี “ศูนย์ชาติต่อต้านภัยคุกคามจากโดรน” เพื่อทำหน้าที่

  • เฝ้าระวัง
  • เชื่อมโยงข้อมูล
  • วิเคราะห์ความผิดปกติ
  • แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า
  • ปกป้องพื้นที่มั่นคงที่อ่อนไหวและเปราะบางของประเทศ

โลกกำลังเปลี่ยนจากแนวคิด “รู้เฉพาะเท่าที่จำเป็น” ไปสู่แนวคิด “แบ่งปันข้อมูลที่จำเป็น ภายใต้ระบบคุ้มครองที่เหมาะสม” (Need to Share with Safeguards) เพราะหากข้อมูลสำคัญยังคงกระจัดกระจายและแยกเก็บอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ โดยขาดการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเหมาะสม ก็อาจไม่มีหน่วยงานใดสามารถมองเห็นภาพรวมของภัยคุกคามทั้งระบบได้

บทสรุป

ในอนาคต ภัยคุกคามครั้งใหญ่ของประเทศไทย อาจไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงปืน เสียงระเบิด หรือการเคลื่อนกำลังขนาดใหญ่ดังเช่นในอดีต แต่อาจเริ่มต้นจากเทคโนโลยีขนาดเล็ก ต้นทุนต่ำ แต่สร้างผลกระทบสูง เช่น อากาศยานไร้คนขับที่บินอยู่เหนือพื้นที่สำคัญของประเทศอย่างเงียบ ๆ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามยุคใหม่ โดยเฉพาะภัยคุกคามแบบอสมมาตร (Asymmetric Threats) และให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูล การรวมศูนย์การสั่งการ และการลดจุดอ่อนจากการทำงานแบบแยกส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคาดการณ์ ป้องกัน และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก บริหารสั่งการและระงับเหตุกำลังขับเคลื่อนกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ฐานข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และการยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการรับมือภัยคุกคามจากโดรนอย่างเป็นรูปธรรม

ในมุมมองทางวิชาการ ผมเห็นว่า โดรนคือระบบไซเบอร์ที่บินได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจับโดรนได้กี่ลำ” แต่ต้องถามว่า “เรามองเห็นเครือข่าย เจตนา เป้าหมาย และภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหลังโดรนเหล่านั้นแล้วหรือยัง” เพราะในโลกยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้วัดกันที่ว่าใครตอบโต้ได้เร็วกว่า หากแต่วัดกันที่ว่าใครสามารถมองเห็นและป้องกันภัยคุกคามได้ก่อน

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องก้าวไปสู่ระบบความมั่นคงแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ให้ร่วมกันเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามของประเทศเพราะภัยยุคใหม่รับมือแบบเดิมไม่ได้ ประเทศต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียว ไม่ปล่อยให้ความแยกส่วนกลายเป็นจุดอ่อนของชาติ

และหากวันนี้เรายังมองโดรนเป็นเพียงของเล่น หรือรอให้เกิดเหตุเสียก่อนแล้วจึงเริ่มตั้งคำถาม วันนั้น…อาจเป็นวันที่สายเกินไป ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนของสังคมไทยต้องร่วมกัน “มองเห็นก่อน เชื่อมโยงก่อน และป้องกันก่อน” เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน และอนาคตของประเทศไทย ก่อนที่ภัยเงียบเหนือฟ้า จะกลายเป็นวิกฤติที่ยากเกินจะแก้ไขได้อีกต่อไป