เมื่อวันที่ 18 ก.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย ที่ Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ ผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO) เป็นภาคเอกชนไทยที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี 110 คน
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มีที่ไหนที่มีความพร้อมเท่ากับประเทศไทย ถ้าเรามองด้วยสายตา ที่มองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ เพราะเราอยู่ตรงกลาง เราขึ้นเหนือก็ได้ล่องใต้ก็ได้ จะไปขวาไปซ้ายได้หมด เราจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ก็มีเสียงทักท้วงว่าอย่าเพิ่งทำ เอาเงินที่ไหนมาทำ เราก็ปวดหัวอยู่ วันนั้นประชุมกับประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานหอการค้าประธาน สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านบอกว่าไม่ต้องทำแลนด์บริดจ์ก็ได้ แต่ขอให้มีจุดเชื่อมต่อการขนส่ง ขอให้เชื่อมต่อทางรถไฟ ในช่วงตะวันตกและตะวันออกของประเทศไทยให้ครบ เพื่อเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักจากเหนือมาใต้ แค่นี้แล้วไปปรับปรุงท่าเรือสองฝั่งในภาคใต้ของประเทศไทย ก็น่าจะเพียงพอสำหรับบริบทการลงทุนในประเทศไทยขณะนี้

ซึ่งรัฐบาลก็รับฟัง และเป็นทางออก ในช่วง 5-10 ปีนี้ เพราะหากดันโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป แม้จะไม่มีใครต่อต้าน แต่ก็ต้องใช้เวลา 3 ปี 5 ปี แต่ถ้าไปปรับปรุงท่าเรือเลย เพื่อไปเชื่อมต่อการขนส่งทางบก ถนนที่ขาดก็สามารถทำได้เลย และจากการไปพูดคุยกับประเทศต่างๆ ได้รับความชื่นชมว่าตอนนี้ประเทศไทยมีความพร้อมทุกด้าน ทั้งด้านสาธารณูปโภค
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำทุกอย่าง ไม่ใช่แค่การอำนวยความสะดวก แต่จะต้องเป็นลู่ทางให้ท่านได้ไปสู่จุดหมายที่ดี ทำให้เงินลงทุนของท่าน การขยายกิจการของท่าน ไปสู่ระดับสูงสุดให้ได้ ท่านก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเราไม่ได้เป็นสองรองใคร และยืนยันว่า รัฐบาลจะพยายามดำเนินการทุกอย่าง เพื่อสนับสนุนนักลงทุน ให้กิจการแข็งแกร่งและเจริญเติบโตออกไปสู่ตลาดโลกให้ได้มาก และขอบคุณที่ทำให้ชื่อเสียงประเทศไทยได้รับการยอมรับ และหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ ต้องเร่งเจรจา FTA มาเห็นความพร้อมของนักลงทุนทุกท่านวันนี้ ทำให้ทีมเจรจา FTA มีความมั่นใจ ตรงไหนยอมได้ก็ยอม ตรงไหนยอมไม่ได้ก็จะหาช่องทาง ซึ่งถ้าเจรจาเสร็จ มูลค่าการค้าก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นไปอัตโนมัติ

“คนไทยกล้าลงทุน ถึงขั้นไปซื้อโรงงาน ไม่ใช่ร่วมทุนเท่านั้น ตอนนี้ก็เจอนอมินีมากมาย มีพ่อทิพย์เกิดขึ้น เด็กเกิดมาปุ๊บก็มีสัญชาติไทย พอ 5 ขวบ ก็โอนหุ้นให้ ซึ่งจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเหล่านี้ในประเทศไทยอีก เราจะพยายามทำให้จบเร็วที่สุด ความพร้อมของท่าน จะเป็นแบ๊กให้รัฐบาล ต่างคนต่างช่วยกัน ผมทำหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ผมจะได้ทะลวงฟันให้เต็มที่ ตอนที่ขยายกิจการ ตอนที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ท่านต้องเป็นกองหน้า ก็ขอให้ท่านเตะให้เต็มที่ เราต้องทำงานร่วมกัน ไม่ต้องมียั้ง 2 พลังขับเคลื่อนกันไป ภาครัฐและเอกชน ผลลัพธ์ก็ต้องเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการเห็น และความมั่งคั่งของประเทศไทยก็จะเกิดขึ้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว



