จากกรณี “กกต.สิทธิโชติ” ขอสังคมมั่นใจการทำหน้าที่ของ กกต. คดีฮั้ว สว. ยืนยันทุกคำวินิจฉัยจะยึดตามพยานหลักฐานในสำนวนก่อนส่งศาล ชี้คลิปเสวนาที่เผยแพร่ภายหลัง ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้หากอยู่นอกสำนวน ย้ำหากพบการฮั้วเพียงบางจังหวัด ไม่กระทบการเลือก สว. ทั้งระบบ ตามที่เสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : ‘สิทธิโชติ’ ลั่นคดีฮั้วสว. ยึดหลักฐานในสำนวน ไร้ตั้งธง เมินคลิปเสวนา คาดลงมติ ส.ค.นี้
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ค. “วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “คดีฮั้วเลือก สว. 2567 เมื่อความยุติธรรม คือการรักษาหลักนิติรัฐมิให้ถูกยึดครอง คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด มิใช่เพียงเพราะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. หากแต่เพราะกำลังทดสอบ “ความหมายของหลักนิติรัฐ” และ “ความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย”

อีกทั้ง “คำถามที่สังคมควรถามในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงว่า มีการฮั้วเลือก สว. หรือไม่ แต่คือหากปรากฏพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีการทุจริตเลือกตั้งเชิงระบบ แต่ กกต. กลับมีมติให้ยุติเรื่อง ผู้สมัครที่สุจริตจะมีฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จนสามารถดำเนินคดีแก่ กกต. ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ได้หรือไม่ เมื่อการเลือกตั้งถูกยึดครอง ด้วยเครือข่ายจัดตั้ง หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่า มีขบวนการฮั้วเลือก สว. ผ่านเครือข่ายที่จัดหา ที่พัก ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่าย และผลประโยชน์ตอบแทน พร้อมให้จด “โพย” เพื่อบล็อกโหวตทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ จนผลคะแนนออกมาตรงตามโพยอย่างผิดธรรมชาติ นี่ไม่ใช่แค่การทุจริตรายบุคคล แต่คือการทุจริตเลือกตั้งเชิงระบบ (Systemic Electoral Fraud) สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยึดครองกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ จนการลงคะแนนที่รัฐธรรมนูญออกแบบให้เป็นดุลพินิจอิสระ กลับกลายเป็นเพียงการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้จัดตั้งเครือข่าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้สมัคร แต่กระทบต่อ “ความชอบธรรมของวุฒิสภาทั้งองค์กร”
นอกจากนี้ “มาตรา 64 กุญแจสำคัญที่มากกว่าบทบัญญัติวิธีคัดค้าน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 64 บัญญัติให้ผู้สมัครในระดับอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ มีสิทธิคัดค้านการเลือกที่มิชอบ หลายคนมองว่านี่เป็นเพียง “ช่องทางร้องเรียน” แต่ในเชิงนิติศาสตร์ บทบัญญัตินี้คือการรับรองฐานะทางกฎหมายของผู้สมัครในฐานะ “ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง” ในกระบวนการเลือกตั้ง เมื่อกฎหมายรับรองสถานะไว้เช่นนี้ หากการเลือกถูกบิดเบือน สิทธิของบุคคลเหล่านี้ย่อมได้รับความเสียหายโดยตรงอย่างปฏิเสธไม่ได้ รื้อความเข้าใจผิด: ฎีกา 2239/2528 กับหลักผู้เสียหาย มีการอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2528 เพื่อบอกว่าประชาชนไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ในคดีเลือกตั้ง แต่หากอ่านให้ครบถ้วน ศาลฎีกาปฏิเสธการฟ้องเพราะโจทก์คดีนั้นเป็นเพียง “ราษฎรทั่วไป” ที่ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงตามที่กฎหมายเลือกตั้งรับรอง แต่สำหรับผู้สมัคร สว. ปี 2567 สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขาคือบุคคลที่กฎหมายรับรองสิทธิและฐานะให้เข้าสู่การแข่งขัน ดังนั้น ฎีกาที่เคยถูกใช้เป็นเกราะป้องกันผู้ใช้อำนาจ จึงกลายเป็นหลักสนับสนุนผู้สมัครที่สุจริตว่า “พวกเขามีฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย” เพราะสิทธิในการแข่งขันที่สมมาตรและเป็นธรรมถูกทำลายโดยขบวนการทุจริตที่ กกต. เพิกเฉย”
“มาตรา 69 เมื่อองค์กรอิสระต้องอยู่ใต้กฎหมาย หาก กกต. ยุติเรื่องทั้งที่มีพยานหลักฐานจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 อยู่ในมือ ปัญหาก็จะเปลี่ยนจากการฮั้วเลือก เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 ทันที ในระบอบนิติรัฐ “อำนาจ” ย่อมมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” (Accountability) องค์กรอิสระถูกสร้างขึ้นเพื่ออิสระจากการเมือง มิใช่เพื่ออิสระจากกฎหมาย หาก กกต. ยุติคดีที่มีหลักฐานหนักแน่นโดยไม่มีผู้ตรวจสอบได้ หลักความเป็นอิสระจะกลายเป็นเพียง “เอกสิทธิ์ในการไม่ต้องรับผิด” ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยทั่วโลก”
ทั้งนี้ “บทส่งท้าย หากผู้สมัครสุจริตไม่เสียหาย แล้วใครจะเสียหาย ท้ายที่สุด คดีฮั้วเลือก สว. มิใช่เพียงคดีของผู้สมัครกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบว่าระบบกฎหมายไทยจะคุ้มครอง “ความสุจริตของประชาธิปไตย” ได้จริงหรือไม่ หากผู้สมัครซึ่งเป็นมีผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ รวมทั้ง สว.สำรอง ที่ไม่ได้มีส่วนในการฮั้วเลือก สว. ที่กฎหมายรับรองสิทธิให้เข้าร่วมการแข่งขัน ถูกตัดโอกาสจากการทุจริตเชิงระบบ และยังไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยได้อีก แล้วใครกันเล่าที่ควรได้รับความคุ้มครอง สังคมกำลังรอคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ว่าใครจะได้เป็น สว. แต่คือการยืนยันว่า อำนาจรัฐทุกอำนาจในประเทศไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเสมอ”
ขอบคุณข้อมูลจาก : วัส ติงสมิตร



