จากข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าว เฉพาะเปิดเทอมเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่ต่ำกว่า 7 ครั้ง ยกตัวอย่าง วันที่ 6 ก.ค. รถตู้รับส่งนักเรียนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ประสบเหตุมีผู้บาดเจ็บ 13 ราย แม้อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ กลับกันก็เป็นเรื่องที่ป้องกันหรือลดความเสี่ยงลงได้ หากมีแบบแผนและตัวช่วยกำกับ
ในเรื่องนี้ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) สะท้อนภาพสถานการณ์พร้อมข้อเสนอ “เพิ่ม” ความปลอดภัยกับการโดยสารรถเพื่อไปเรียนของเด็ก ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับรถโดยสารที่นักเรียนใช้เดินทางส่วนใหญ่เป็นรถรับจ้างรับส่งเกือบทั้งหมด ซึ่งรถกลุ่มนี้ถือเป็นรถส่วนบุคคล อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.รถยนต์ฯ ขณะที่รถโรงเรียน ส่วนใหญ่เป็นรถบัส อยู่ภายใต้พ.ร.บ.ขนส่งทางบกฯ ซึ่งต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียน
การกำกับด้วยกฎหมายคนละฉบับ เป็นเหตุให้ความเสี่ยงถูกจัดการไม่ง่ายและมักพบปัญหาตลอด เนื่องจากรถส่วนใหญ่เป็นรถส่วนบุคคลที่วิ่งรับจ้าง ประกอบกับกำลังจ่ายที่ผู้ปกครองรับได้ไม่ได้สูงมาก เพื่อให้คุ้มทุนกับการวิ่ง รถรับจ้างรับส่งจึงมัก “ดัดแปลง” เพิ่มจำนวนให้โดยสารได้มากขึ้น

ยังไม่รวมปัญหาสภาพรถที่อาจเก่า จึงมีขีดจำกัดของสมรรถนะที่เหมาะสม และกลุ่มคนขับไม่มีใบขับขี่รถสาธารณะ ทำให้ไม่ถูกประเมินการขับขี่ที่เข้มงวด เหมือนรถโรงเรียนที่มีระบบกำกับตาม พ.ร.บ.ขนส่งฯ ยกตัวอย่าง การติดตั้งจีพีเอส (GPS)
“การติดตั้งเครื่องดังกล่าวสำคัญมาก เพราะมีส่วนกำกับ 2 ความเสี่ยงหลักคือ ชั่วโมงการทำงาน และการใช้ความเร็วรถว่าเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้”

นอกจากนี้ มองการหาช่องทางเตือน หรือเครื่องมือในการประเมินคนขับว่า อาจเป็น “ตัวช่วย” เพิ่มความปลอดภัย หากพฤติกรรมส่ออันตรายถูกตักเตือนได้ เช่น เคสนักเรียนที่สังเกตอาการสะลึมสะลือของคนขับได้ จะทำอย่างไรให้นักเรียนสามารถสะท้อนพฤติกรรมเหล่านี้ เมื่อการแจ้งกับคนขับโดยตรงไม่ใช่เรื่องง่าย
ทั้งนี้ ยอมรับในสังคมไทยการจะกำกับพฤติกรรมความเสี่ยงของคนขับไม่ง่าย ดังนั้น แม้ไม่ช่วยได้ในทันที แต่การทำให้คนขับสามารถรับรู้ได้ว่าคนที่นั่งมาด้วยไม่โอเค ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

ยกตัวอย่าง มีการประเมิน หรือให้คะแนนสะท้อนมาที่ครูในรอบสัปดาห์หรือรอบเดือน เพื่อเป็นตัวช่วย หรือการทำให้คนขับรู้ว่ามีการกำกับผ่านการติด “สติกเกอร์” ในรถ ด้วยข้อความลักษณะ “หากพบเห็นพฤติกรรมต่อไปนี้” ให้แจ้งโรงเรียนได้
ผู้จัดการ ศวปถ. ยังเผยเชิงข้อเสนอความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนว่า อาจแบ่งเป็นช่วง ๆ โดยระยะสั้น ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ มีการสำรวจรถรับจ้างรับส่งนักเรียนทั่วประเทศ หากเป็นไปได้ก็อยากให้มีการนำ “ผลสำรวจ” ที่มีทั้งจำนวนรถรับส่ง อายุคนขับ ไปจัดทำแผนความปลอดภัย “แบบรายจังหวัด” ซึ่งควรเน้นไปถึงการประเมินสภาพรถ สมรรถนะคนขับ การประเมินเส้นทาง ไปจนการมีระบบช่วยประเมินหรือสะท้อนการบริการโดยนักเรียน พร้อมมองการขับเคลื่อนดังกล่าวโดยบทบาทของอนุกรรมการด้านความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน ที่มีอยู่ทุกจังหวัด
ส่วนระยะกลาง และระยะยาว เสนอให้รัฐผลักดันการอุดหนุนงบประมาณให้ผู้ปกครอง หรือโรงเรียน เพื่อให้การโดยสารรถรับส่งปลอดภัยได้มากขึ้น โดยเสนอการใช้ภาษีรถยนต์ที่ส่งให้ท้องถิ่นทั่วประเทศปีละประมาณ 30,000 ล้านบาท เป็นงบอุดหนุนค่าหัว

ผู้จัดการ ศวปถ. เผยด้วยว่า การจะกำกับรถรับส่งนักเรียนได้เต็มรูปแบบ ต้องทำให้เหมือนที่สหรัฐ คือ ทำให้รถทุกคันเป็นรถโรงเรียน และอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ขนส่งฯ ต้องให้ขอใบอนุญาต และมีอำนาจเข้าไปจัดการ สำหรับบ้านเรามาตรการระยะสั้น สิ่งที่ทำได้อาจต้องเป็นรูปแบบพื้นฐาน คือการทำให้รถสามารถถูกประเมินการขับขี่โดยผู้ปกครอง หรือนักเรียนได้ เหมือนการประเมิน “ไรเดอร์”
หากเพียงแค่นำเสนอเหตุการณ์ ภาพความสูญเสียที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน อาจถูกมองเป็นแค่อุบัติเหตุซ้ำซาก เป็นไปได้หรือไม่ หาก “ยอดความสูญเสีย” จะถูกฉายภาพให้ชัด ผ่านการนับจำนวนให้ดัง เพื่อสะท้อนความรุนแรงสู่การรับรู้ นำไปสู่ความสนใจของผู้บริหารประเทศ…นี่เป็นโจทย์ท้าทายที่ชวนสังคมตั้งคำถาม และชวนติดตาม เพื่อทวงคำตอบ.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



