เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ก.ค. นี้ ตนเตรียมเดินทางไปยื่นหลักฐานสำคัญและหนังสือฉบับที่ 3 ถึงคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งตนได้ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับความร่วมมือค่อนข้างยากลำบากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตาม
นพ.สุภัทร กล่าวว่า ตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย นพ.สรณ จะต้องลาออกจากตำแหน่งอื่นใดทั้งหมดนับตั้งแต่มารับตำแหน่งประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2565 ซึ่งแม้ นพ.สรณ จะได้ลาออกจากพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2565 จริง แต่ในเวลาต่อมากลับพบว่า นพ.สรณ ได้กลับไปทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงของคลินิกพรีเมียมพิเศษ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมหิดลระบุชัดเจนว่า นิยามของลูกจ้างชั่วคราวให้หมายรวมถึงลูกจ้างรายชั่วโมงด้วย กรณีดังกล่าวจึงถือว่าขัดต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่า นพ.สรณ ได้ไปสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีการลงมติเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยในหนังสือชี้ชวนลงคะแนน นพ.สรณ ยังระบุตำแหน่งตัวเองว่าเป็นประธาน กสทช. ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ และเมื่อได้รับการแต่งตั้งในวันถัดมา นพ.สรณ ก็ไม่ได้แจ้งลาออก แต่ใช้วิธีแจ้งธนาคารขอชะลอการรับตำแหน่งเพื่อรอคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เช่นเดียวกับที่แจ้งต่อที่ประชุมบอร์ด กสทช.
“พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นพ.สรณ มีเจตนาที่จะไม่ลาออก ทั้งจากเก้าอี้กรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ และยังมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย พ.ร.บ.กสทช. ชัดเจน เพราะกฎหมายต้องการให้ตัดขาดจากทุกตำแหน่ง เพื่อความเป็นกลาง ความถูกต้อง และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่” นพ.สุภัทร ระบุ
นพ.สุภัทร ย้ำด้วยว่า การกลับไปทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงนั้นไม่ใช่ “งานจิตอาสา” เนื่องจากยังคงได้รับค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดล และมีรายการเงินได้ปรากฏในการเสียภาษีอย่างชัดเจน ซึ่งตนมั่นใจในหลักฐานชิ้นนี้อย่างมากว่าจะสามารถชี้ขาดให้ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติได้ ทั้งนี้ คาดหวังว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะมีการลงมติในเรื่องนี้แบบเปิดเผยตามที่สังคมคาดหวัง แต่หากผลออกมาว่า นพ.สรณ ยังคงมีคุณสมบัติครบถ้วน ตนก็พร้อมจะเปิดเผยรายละเอียดหลักฐานทั้งหมดสู่สาธารณชนเพื่อให้สังคมร่วมกันตรวจสอบต่อไป



